"ลดใช้กระดาษหรือลดใช้ดิจิทัลดาต้า" ต้องเลือกทางไหนจึงจะช่วยลดโลกร้อนได้?

Updated: Sep 10, 2020



และแล้วเราก็กำลังเดินทางมาถึงช่วงสิ้นปี แต่ละปีช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว แม้ว่า KBO Earth จะเพิ่งเริ่มเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นเด็กหัดเดินใหม่ ๆ แต่นับวันก็จะเดินกระฉับกระเฉงขึ้น มีแต่แข็งแรงขึ้น เพราะเราเชื่อในสิ่งที่เรารู้และศรัทธาในสิ่งที่เราทำ…

ผมจะขอย้อนกลับไปในงานสัมมนาช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน เมื่อท่านอธิบดีกรมป่าไม้ได้กล่าวถึงการจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มผืนป่าให้กับประเทศไทยได้ แนวคิดที่ท่านให้ไว้คือเราปลูกป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่เราต้องทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการใช้ไม้เพื่อให้คนหันมาปลูกต้นไม้กันเยอะ ๆ ทั้งนี้ หนึ่งในชนิดของต้นไม้ที่ถูกเล็งว่าเป็นไม้เศรษฐกิจที่จะเป็นไปได้คือ “ต้นไผ่” เมื่อแนวคิดนี้ได้รับการเปิดเผยออกมาก็จะมีกลุ่มแนวคิดอยู่สองประเภทที่ตั้งข้อสงสัย ได้แก่ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ยังฝังใจอยู่กับการรณรงค์รุ่นเก่า ๆ ที่คิดว่าไม่ควรปล่อยให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าใด ๆ เลยทั้งสิ้น ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะสะดุดกับแนวคิดดังกล่าว เพราะเกรงว่าถ้าธุรกิจการใช้ไม้เติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนต้นไม้ของประเทศก็จะลดลงเร็วตาม ขณะที่กลุ่มที่สองก็จะเป็นกลุ่มที่มาตรงกับยุคการรณรงค์ให้งดใช้กระดาษ เพื่อลดการตัดต้นไม้และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาบริษัทซอฟต์แวร์ในต่างประเทศได้ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีเพื่อให้การทำงานของคนจำนวนมากมายมหาศาลเป็นไปได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระดาษ หรือที่เรียกกันว่า “Paperless” ซึ่งมีการออกแบบซอฟต์แวร์และ Platform ต่าง ๆ มากมายมาใช้เพื่อการนี้ นับว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งโดยรวมถึงการใช้อีเมลเพื่อการติดต่องานต่าง ๆ ในปัจจุบัน

ถ้าเรากลับไปไล่เรียงความเป็นมาก็จะเห็นได้ว่า เมื่อครั้งที่มีการรณรงค์ลดการใช้ไม้ บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ก็หันมาใช้สิ่งทดแทนคือพลาสติกหรือวัสดุสังเคราะต่าง ๆ ที่มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบเป็นหลัก และเมื่อมีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ผลพลอยได้จากเทคโนโลยี” กล่าวคือ นักประดิษฐ์เกิดความคิดหรือไอเดียบรรเจิด คิดค้นผลิตภันฑ์และบริการต่าง ๆ เพื่อมาดูดเงินในกระเป๋าของนักบริโภคจนเกิด “ภาวะการบริโภคและความสะดวกสบายเกินความจำเป็น” จนเมื่อเวลาล่วงเลยมา เราก็มาถึงบางอ้อกันว่า การเลี่ยงการใช้ไม้แล้วหันมาใช้พลาสติก มันก็เลวร้ายไม่แพ้กัน และน่าจะเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเกิดมลภาวะที่มีผลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นของแถมตามมาด้วย และเมื่อมาถึงยุค “Everything is Plastic!” การใช้พลาสติกของมนุษย์มีมากจนมลภาวะเริ่มส่งผลร้ายแรงเป็นวงกว้าง จนทำให้มนุษย์เริ่มตื่นตัวและตระหนักในการใช้พลาสติกหลังจากที่เวลาต้องผ่านไปแล้วกว่า 50 ปี

ฝั่งขบวนการลดการใช้กระดาษ เมื่อมีเทคโนโลยีอื่น ๆ มาแทนที่ การใช้กระดาษก็ลดลงไป สำหรับประเทศไทยเอง ถ้าเรารื้อฟื้นอดีต หาข่าวเก่า ๆ เมื่อหลายสิปปีก่อนก็จะพอจำกันได้ถึงผลกระทบจากโรงงานกระดาษแถวพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแคว โรงงานกระดาษได้ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำกันจนทำให้น้ำในแม่น้ำเน่าเสีย ปลาตายลอยอืดขึ้นมาบนผิวน้ำ การรณรงค์นี้จึงเกิดขึ้นได้อย่างสัมฤทธิ์ผลทั้งฝั่งภาคเอกชนและรัฐบาล เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตทำให้เราเริ่มเคยชินกับความสะดวกสบายแบบไร้กระดาษ

ผมเองจะชี้ให้เห็นว่า การรณรงค์ลดใช้กระดาษด้วยการใช้เทคโนโลยีทดแทน เป็นทำนองเดียวกันกับ “การลดการใช้ไม้และเปลี่ยนมาใช้พลาสติก” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อนนั่นแหละ แค่เปลี่ยนมาเป็น “ลดการใช้กระดาษ เพิ่มการใช้ดิจิทัลดาต้า” ทีนี้จะไปยังไงกันต่อดีล่ะ?

จนเมื่อเวลาผ่านไปถึง 30 ปี เมื่อเราเดินทางมาถึงยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ KBO Earth กลับหันมารณรงค์ให้ลดการใช้ดิจิทัลดาต้า จึงทำให้เกิดแรงต้านจนบางคนตั้งข้อสงสัยว่า “นี่มันอะไรกัน? KBO Earth เป็นพวกนั่งเทียนหรือพวกมโนเอาเองหรือเปล่า?”

ถ้าเราพิจารณาดี ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น “การลดใช้ไม้” หรือ “การลดใช้กระดาษ” เป็นการตัดสินใจเริ่มแก้ไขในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น ๆ ทั้งสิ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาในระยะยาวมาจากความอยาก ความโลภของมนุษย์ต่างหาก เพราะสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้นล้วนเป็น “เหรียญสองด้าน” เสมอ การทำอะไรที่มากไปเกินความจำเป็นให้โทษเสมอ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเกิดขึ้นของพลาสติกหรือดิจิทัลดาต้าเหล่านั้น แต่ปัญหาเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้มันต่างหาก

ความโลภที่เกิดขึ้นก็มักจะมาจากความต้องการความสะดวกสบายจนเกินเหตุของพวกเรานี่แหละ ถึงได้นำพาเรามาสู่จุดนี้ ลองดูตัวอย่างจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราก่อน เช่น พวกขยะจากแก้วจานพลาสติก ที่มันเกิดขึ้นมากมายมหาศาลเป็นเพียงเพราะเราไม่อยากล้าง เรารู้สึกถึงความสะดวกสบายจากการใช้แล้วทิ้งไป พวกเจ้าของกิจการด้านอาหารประเภท Fast food ก็เลยต้องสร้างประเพณี “ใช้แล้วทิ้ง” มานำเสนอให้กับลูกค้าตัวเองและกลับมองว่าการนำกลับมาใช้ใหม่เป็นภาระอย่างยิ่ง เช่น เวลาเราซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ พอใช้หมด ภาระของขยะจากผู้ผลิตก็มาอยู่ที่ผู้บริโภคแทน ซึ่งผู้บริโภคก็ผลักภาระต่อไปให้แก่คนเก็บขยะจนไปถึงเจ้าของสัมปทานขยะ ซึ่งหลังจากแยกสิ่งที่ขายได้ ก็นำเศษขยะพลาสติกจริง ๆ ที่ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้วมาวางกองไว้เป็นภาระ กลับมาที่ผืนแผ่นดินของพวกเรานี่เอง… แล้วใครล่ะที่รับผลกรรมเหล่านั้น?

วงจรที่กำลังจะเกิดขึ้นกับการลดใช้กระดาษก็จะเป็นทำนองเดียวกัน เมื่อทุกคนหันมาเลิกใช้กระดาษ ความสะดวกสบายของโลกดิจิทัลก็เข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากเทคโนโลยีความสะดวกสบายจากระบบ Paperless ก็ถูกเพิ่มพูนประเคนให้ลูกค้าจากผู้ให้บริการ อาทิ ถ้าคุณไม่ใช้กระดาษแล้ว ผู้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงขอนำเสนอการยกเลิกอ่านหนังสือผ่านกระดาษเช่นกัน โลกอินเทอร์เน็ตก็เข้ามาแทนที่ มาเสิร์ฟความสะดวกสบายให้กับพวกเราถึงมือ มนุษย์เราก็มีความอยาก ความโลภเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมีผู้คิดค้นความสะดวกสบายอื่น ๆ จากผลพวงของการพัฒนาส่วนนี้ นอกจากหนังสือแล้วเราก็มีสิ่งบันเทิงต่าง ๆ มากมาย ทั้งรายการทีวีต่าง ๆ ภาพยนตร์ และสำหรับพวกที่คิดว่าตัวเองมีกำลังวังชาแข็งแรงกำลังเหลือเฟือ และมีการตอบสนองของสมองไว ก็เลยต้องคิดค้นสรรหาเกมต่าง ๆ มาให้เล่นกัน วัดดวงกันไปเลยว่า ใครอดนอนได้เก่งกว่ากัน และล่าสุดที่หนักเข้าไปอีก ก็ขอนำเสนอการใช้บริการแบบไร้สาย ซึ่งไม่ต้องมีสายระโยงระยางคอยพันตัวให้รำคาญใจ จะนั่ง จะนอน หรือจะตีลังกาก็ยังสามารถใช้บริการนี้ได้ อยู่นอกบ้านที่ไหนก็ใช้ได้ กินไปทำไปก็ได้ เกิดวัฒนธรรม “สังคมก้มหน้า” ขึ้นมาในโลกใบนี้ OMG มันกำลังจะเป็น Never-ending Story ไปแล้ว

เห็นดังนี้แล้ว ผมขอให้เรากลับมาหายใจและหยุดคิดกันสักนิด… เราเพิ่งเริ่มต้นหยุดการใช้กระดาษกันเมื่อไม่นานมานี้ แต่ไฉนกลับมาจบที่การเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไปเลย กลายเป็นแบบ “ดิจิทัล ไลฟ์สไตล์” ไปเสียแล้ว ที่น่ากลัวที่สุดคือการใช้ความสะดวกสบายที่อยู่แค่ปลายนิ้วมันซ่อนความหายนะแบบเงียบและเนียนไว้ เหมือนเวลาคนไปเดินเที่ยวลำธารในป่าตอนฝนตกพรำ ๆ อากาศเย็น ๆ สบาย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าน้ำป่าที่มีพลังมหาศาลกำลังสะสมตัว และเดินทางมาหยิบยื่นความหายนะให้ในชั่วพริบตา

และนี่คือสิ่งที่ KBO Earth พยายามที่จะให้ความรู้แก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าประมาทกับภัยเงียบเหล่านี้ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้กำลังทำลายล้างโลกของเราอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ และเนียน ๆ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทางออกคืออะไร?

คำตอบง่าย ๆ คือ ความสมดุล ทางสายกลางหรือ Middle Path นั่นเอง KBO Earth ไม่ได้บอกว่าให้คุณหยุดใช้ดิจิทัลดาต้า แต่เรากำลังบอกว่า ขอให้ทุกท่านใช้อย่างมีสติและตระหนักถึงผลข้างเคียงของมัน ถ้าเราใช้เท่าที่จำเป็น ผมรับรองได้ว่าผลกระทบมันไม่มากมายเกินกว่าที่เราจะดูแลมันได้ แต่ถ้าเกิดการใช้แบบสนองความอยากเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ อันนี้แหละน่ากลัวมาก การเดินทางสายกลางแบบไม่มากไม่น้อยจะเกิดประโยชน์สูงสุด เราจะได้ชีวิตที่มันเป็นกลาง ๆ ไม่เครียด และยังจะรักษาความสัมพันธ์อันดี มีเวลาให้กับคนใกล้ตัวที่เรารัก เด็กที่กำลังโตขึ้นมาก็จะไม่เป็นโรคสมาธิสั้น คนทำงานก็จะไม่เครียดเพราะเจ้านายของคุณไม่ได้ติดตามงานของคุณตลอด 24 ชั่วโมง คนสูงอายุก็จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่สามารถทำการโจรกรรมแบบไร้สาย แถมยังจะมีเวลาไปออกกำลังกายยืดอายุที่จะอยู่กับลูกหลาน ไม่ป่วยทรมานจากการนั่งดูมือถือทั้งวัน

ดังนั้น สรุปได้ง่าย ๆ ว่า เราต้องหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้ให้มากขึ้น ไม่ได้เลิกใช้เลย แต่ใช้อย่างพอเหมาะ ซึ่งจำเป็นต้องมาพร้อมกับแผนการส่งเสริมการปลูกไม้ให้เป็นพืชเศรษฐกิจ รักษาและเพิ่มความหนาแน่นของผืนป่า ตลอดจนขยายเขตป่าสงวนที่มีอยู่เดิมเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากต้นไม้ ส่วนประเด็นการใช้กระดาษ เราก็สามารถใช้ได้ “เท่าที่จำเป็น” เพราะทุกคนก็ได้เห็นกันไปแล้วว่า กระบวนการผลิตกระดาษนั้นส่งผลทางลบต่อสิ่งแวดล้อมเราอย่างไร ในขณะเดียวกัน เราก็ควรใช้อินเทอร์เน็ตอย่าง “มีสติ” ใช้ทำงานที่จำเป็นได้ แต่โปรดยับยั้งชั่งใจในกิจกรรมบันเทิงที่ไม่จำเป็น เพราะอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นแล้วว่า การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไร้สติเป็นภัยร้ายที่มาอย่างเงียบเชียบ และนำหายนะมาสู่เราโดยไม่รู้ตัว

เรารู้ว่า “การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีสติ” น่าจะเป็นการรณรงค์ที่ยากที่สุดในขณะนี้ เพราะทุกคนเสพติดมันไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม เราเชื่อมั่นว่า หากเราเริ่มจากตัวเราเองนับตั้งแต่วันนี้ เราจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกของเราได้อย่างแน่นอน มาร่วมกับ KBO Earth “4 ชั่วโมงทุกเช้าวันอาทิตย์โดยไม่ใช้ WIFI” กันนะครับ คืนชีวิตให้กับตัวคุณเองและครอบครัวของคุณ

บทความโดย
ร.อ. พิทักษ์ ตีรณกุล รน.
52 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved