ไมโครเวฟ ท๊อปปิ้งเมนูของภาวะโลกร้อน

Updated: Sep 10, 2020



สมัยนี้เวลาเราไปสั่งอาหารที่ร้านอาหารหลาย ๆ ร้านก็จะมีช่องทางให้ผู้มาใช้บริการสามารถเลือกส่วนประกอบหรือส่วนผสมเพิ่มเติมตามความพึงพอใจของแต่ละคนได้ เช่น การสั่งชานมไข่มุกหรือพิซซ่า ลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยกำลังรับประทานก็มักจะสั่งอะไรเพิ่มเติมเสริมเข้าไปในเมนูหลักของร้าน เช่น การใส่ครีมนมหรือชีสครีมในชานมไข่มุกที่ดูไม่ธรรมดา หรือท๊อปปิ้งพิเศษบนพิซซ่าถาดโปรด อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกอย่างที่สั่งไปคือ ราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือที่ฝรั่งชอบพูดกันว่า “There ain’t no such thing as a free lunch.”


อารมณ์นี้ทำให้ผมต้องขอโยงไปถึงบทความของ KBO Earth เรื่อง "รังสีอินฟราเรดกับภาวะโลกร้อน" ที่เขียนโดยดร.กนกรส ผลากรกุล ซึ่งเราจะทราบกันดีว่าในปัจจุบัน โลกของเรากำลังนำเสนอเมนูจานร้อนที่ประกอบไปด้วยก๊าซเรือนกระจกเสมือนฝาครอบอาหารจานโปรดและคลื่นรังสีอินฟาเรดที่วิ่งกระเด้งไปกระเด้งมาในฝาครอบเพื่อรักษาอาหารให้ร้อนอยู่เสมอ นอกจากนี้ ด้วยความที่มนุษย์เป็นนักบริโภคเสมือนเด็กที่อยู่ในวัยรับประทานก็พากันสั่งท๊อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน ด้วยปลายนิ้วบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้คลื่นไมโครเวฟทำการแบกข่าวสารหรือท๊อปปิ้งเหล่านี้ไปสู่ผืนโลกที่เป็นอาหารจานโปรดบนโต๊ะอาหารตลอดเวลา


แต่อย่าลืมว่า “There ain’t no such thing as a free lunch.” ดังนั้น เมื่อสั่งเพิ่มก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ในความเป็นจริงคนที่กำลังสั่งท๊อปปิ้งส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าจะต้องจ่ายเพิ่มเลยสั่งกันชนิดที่ว่า”ขอให้คุ้มค่าที่สุด”


แล้วไมโครเวฟมันเกี่ยวอะไรกับโลกร้อน?


สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามงานศึกษา บทความหรืองานสัมมนาของ KBO Earth ก็อาจจะรู้สึกงง ๆ สักหน่อย ผมจึงขอทบทวนแบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้


เริ่มจากที่บ้านเราก่อน ส่วนใหญ่ในครอบครัวที่มีภาวะเร่งรีบในชีวิตก็จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า”เตาไมโครเวฟ” ไว้สำหรับอุ่นหรือปรุงอาหารในบ้าน ซึ่งเตาเหล่านี้ต้องใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ 2.4 GHz (หรือก็คือคลื่นความถี่ที่ 2.4 พันล้านครั้งต่อวินาที)ในการทำให้อาหารร้อน ซึ่งคลื่นความถี่ย่านนี้ก็จะเป็นย่านความถี่เดียวกันกับที่เราใช้ในโทรศัพท์มือถือคือ 0.9 GHz 1.8 GHz 1.9 GHz และ 2.1 GHz นั่นเอง แล้วแต่ว่าใครจะใช้เครือข่ายอะไร...


สิ่งที่เราไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้วคือคลื่นไมโครเวฟนั้นทำให้อาหารร้อน เพราะเราเห็นและใช้กันอยู่แทบทุกวัน ดังนั้น สิ่งที่เราใช้อยู่ในการสื่อสารมันก็จะมีผลเหมือนกัน แต่อาจจะช้ากว่าเตาไมโครเวฟมาก ๆ ด้วยความแตกต่างของพลังงานและระยะเวลา ตอนเราอุ่นอาหารก็ใช้เวลาเพียง 1-5 นาที แต่เวลาเราใช้เครื่องมือสื่อสารเราใช้กันครั้งละหลาย ๆ นาทีและใช้พร้อม ๆ กันหลาย ๆ คน ถ้าเรานับจำนวนเครื่องและสถานีส่งรวมกันบนโลกนี้ก็จะเป็นจำนวนเกือบ 5 พันล้านเครื่องเข้าไปแล้ว และเรายังใช้มันทั้งวันทั้งคืนอีก


บางคนอาจจะแย้งว่า “เตาไมโครเวฟใช้อุ่นอาหารแต่ผมกำลังพูดถึงสภาพอากาศนะมันคนละเรื่องกัน!” ผมจึงขอถือโอกาสให้ท่านทำตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์เองเลยครับ โดยการทดลองเปิดเตาไมโครเวฟที่บ้านโดยไม่มีอาหารสัก 5 นาที เมื่อครบกำหนดตามเวลาที่ตั้งไว้แล้วเอามือเข้าไปอังข้างในเตาดูแล้ว ลองดูนะครับว่าอากาศข้างในมันร้อนขึ้นหรือไม่...


ในเชิงวิทยาศาสตร์ เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ จากคุณสมบัติของคลื่นไมโครเวฟในการดูดซับพลังงาน ดังนี้


การดูดซับพลังงานของคลื่น Microwave


Ionic Polarization

• การเกิดความร้อนเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของโมเลกุลในสารละลาย เมื่อเข้าไปอยู่ในสนามไฟฟ้า

• แต่ละโมเลกุล ซึ่งมีประจุไฟฟ้าประจำตัว จะถูกกระตุ้นและเร่งให้มีการเคลื่อนที่ เกิดการเสียดสีกับโมเลกุลอื่น ๆ และเกิดการเปลี่ยนพลังงานจลน์ให้กลายเป็นพลังงานความร้อน

• จากนั้น เกิดการกระจายความร้อนไปสู่ส่วนอื่น ๆ ต่อไป การเกิดความร้อนแบบนี้จะเกิดขึ้นภายในเซลล์ แล้วค่อยแพร่มายังด้านนอก


Dipole Rotation

• เป็นการเกิดความร้อนกับวัสดุที่โมเลกุลมีสภาพทางไฟฟ้าเป็นขั้วบวกและลบเป็นองค์ประกอบ เช่น อาหารจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบโดยส่วนใหญ่

• โดยธรรมชาติ น้ำที่อยู่ในวัสดุจะเรียงตัวประจุบวกและลบบนโมเลกุลอย่างไม่มีระเบียบ แต่เมื่อโมเลกุลเหล่านั้นกระทบกับคลื่นไมโครเวฟแล้ว ประจุจะเกิดการเคลื่อนที่ และจัดเรียงอย่างมีระเบียบมากขึ้น

• หากมีการสลับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุเหล่านั้นก็จะเคลื่อนที่กลับทิศตามการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นกัน และเกิดการวิ่งสลับเป็นหลายล้านครั้ง/วินาที จนส่งผลทำให้เกิดเป็นความร้อนขึ้นภายในอาหารตามมา


Absorbtion

• เป็นการดูดซับพลังงานของก๊าซ น้ำหรือไอน้ำในบรรยากาศ

• ขนาดหรือระดับของการดูดซับพลังงานขึ้นอยู่กับความถี่ของคลื่นและชนิดของวัตถุหากมีการสลับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุเหล่านั้นก็จะเคลื่อนที่กลับทิศตามการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นกัน และเกิดการวิ่งสลับเป็นหลายล้านครั้ง/วินาที จนส่งผลทำให้เกิดเป็นความร้อนขึ้นมาภายในอาหารตามมา


จาก “สิ่งใกล้ตัวที่เรามองเห็นและสัมผัสได้” กับ “สิ่งใกล้ตัวที่เรามองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้” จึงทำให้เราคิดว่าท๊อปปิ้งของเมนูนี้ “ฟรี” แต่ “There ain’t no such thing as a free lunch.” ยังเป็นความจริงอยู่เสมอครับ สมมุติว่าเรามีตาทิพย์และได้เห็นคลื่นไมโครเวฟไหลทะลักออกมาจากเสาอากาศเล็กใหญ่รอบ ๆ ตัวเราตลอดเวลาเหมือนที่เราเห็นโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยควันพิษออกมาจากปล่อง ป่านนี้ KBO Earth คงมีแฟนคลับแบบถล่มทลายและช่วยกันรณรงค์ให้โลกเกิดความตระหนักรู้ในการใช้ดิจิทัลดาต้า อินเทอร์เน็ต และเครื่องมือสื่อสารกันอย่างมีจิตสำนึกอย่างแน่นอน


​แล้วเราจะทำอย่างไรดี?


ก็คงจะต้องทำตามสโลแกนยอดฮิตของสินค้ากีฬาที่มีชื่อเสียงแบรนด์หนึ่งคือ “Just do it!” แล้วเราจะรอด หยุดใช้ WIFI สัก 4 ชั่วโมงทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์ ช่วยกันปลูกต้นไม้ลดก๊าซเรือนกระจก พันธุ์ไม้เล็กในการช่วยลดฝุ่น PM 2.5 “Just do it!” ท่องไว้แล้วทำเลยครับ มาร่วมด้วยช่วยกันรักษาโลกนี้ไว้กับ KBO Earth เพราะอาหารจากเมนูที่มีอยู่ก็อิ่มแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มท๊อปปิ้งครับ!


บทความโดย ร.อ.พิทักษ์ ตีรณกุล รน.

38 views