ไทยกับสงครามถุงพลาสติก



ช่วงนี้ถ้าใครเดินชอปปิงในห้างสรรพสินค้า คงเริ่มสังเกตเห็นป้ายประกาศ “งดแจกถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ในซูเปอร์มาร์เก็ตในหลาย ๆ แห่งแล้ว โดยจะเริ่มต้นงดอย่างจริงจังในเดือนมกราคมปีหน้า นับว่าเป็นข่าวดีอย่างมากสำหรับแวดวงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เพราะนี่อาจเรียกได้ว่า เป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เด็ดขาดที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา…

ย้อนกลับไป หลังจากความพยายามที่จะลดการพึ่งพาถุงพลาสติกของคนไทยในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว ในที่สุดรัฐบาลไทยได้ขอความร่วมมือ (เชิงบังคับ) กับหน่วยงานภาคธุรกิจ 43 แห่งให้หยุดผลิตและแจกจ่ายถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาพลาสติกล้นประเทศอย่างเร่งด่วน ซึ่งปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหล่าธุรกิจได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะแก้ปัญหานี้ และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการนี้ถูกนำออกมาใช้เร็วกว่าที่กำหนดถึง 2 ปี เนื่องจากตามแผนโรดแม็ปการจัดการขยะพลาสติกปี 2562-2570 นั้น ประเทศไทยจะหยุดการใช้ถุงพลาสติกในปี 2565 และลดและเลิกใช้พลาสติกอีก 7 ชนิดภายในปี 2565 ซึ่งการบังคับให้หยุดใช้ในปีหน้านับว่าดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ เพราะเร็วกว่าที่กำหนดในโรดแม็ปมาก

อย่างไรก็ดี กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในขณะที่ประเทศอื่น ๆ แบนการใช้ถุงพลาสติกมานานนับสิบปีแล้ว ประเทศไทยตั้งแต่ครั้งอดีตเลือกที่จะใช้วิธีประนีประนอมโดยการขอความร่วมมืออย่างสมัครใจมาโดยตลอด พร้อมเสนอแรงจูงใจต่าง ๆ ตั้งแต่การโฆษณารณรงค์ให้ไม่รับถุงพลาสติกเวลาซื้อสินค้าเพื่อโลกสีเขียว แจกหรือแถมคะแนนซื้อสะสมถ้าไม่รับถุง ไปจนถึงการเรียกเก็บเงิน 1 บาทต่อถุงถ้ารับถุงพลาสติก

และแม้ว่าการขอความร่วมมือโดยสมัครใจจะมีมานานหลายปีแล้ว แต่ผลที่ตามมาคือ จำนวนขยะถุงพลาสติกลดลงในปริมาณที่น้อยมากและผลลัพธ์กลับกระจุกตัวอยู่เฉพาะแต่ในเมืองบางจุดเท่านั้น เนื่องจากโรคเสพติดพลาสติกของคนไทยนั้นหยั่งรากลึกเกินกว่าจะแก้ไข กล่าวคือ อาการ ‘ติดถุง’ นี้คนไทยมีมานับได้กว่า 40 ปีแล้วจนเราครองตำแหน่ง 1 ใน 6 ประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในโลก ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเรานั้นเป็นประเทศผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ของโลก

แต่ที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือ ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มผู้นำเข้าขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก ตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แม้การจัดการขยะอย่างถูกต้องจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีกฎระเบียบการคัดแยกของเสียอันตรายออกจากขยะทั่วไป การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกในธุรกิจรีไซเคิล (โดยยังไม่รวมส่วนที่ลักลอบนำเข้า) ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง นอกจากนี้ประเทศตะวันตกยังลักลอบขนขยะพลาสติกเข้ามาในไทยและประเทศอาเซียนนับหลายแสนตัน จึงนำมาสู่การยกเลิกนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 422 รายการ รวมถึงยกเลิกการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว (ยกเว้นกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นชอบ)

หลักฐานความตายอย่างน่าเศร้าสลดของปลาวาฬที่มาเกยตื้นจากการอดอาหารตายเพราะกลืนถุงพลาสติกเข้าไปถึง 85 ใบด้วยคิดว่าเป็นแมงกะพรุน และลูกพะยูนพลัดหลง ‘มาเรียม’ ที่ติดเชื้อในลำไส้เหตุเพราะกลืนถุงพลาสติก เหล่านี้คือชนวนที่ทำให้สาธารณชนตื่นตัวถึงภยันตรายของสิ่งที่อยู่รายรอบตนนับตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาดูโลก บทเรียนเรื่องขยะพลาสติกยังเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อม ทัศนคติ และระดับการตระหนักรู้ในหน้าที่ของคนไทยต่อสังคมและต่อโลก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ณ วันนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การรณรงค์ใช้ไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนอย่างในกรณีนี้ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงมวลชนอย่างรวดเร็ว การสร้างความตระหนักรู้ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง แต่อีกด้านหนึ่งนั้นมันเป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้คนจะลืม เพราะวันหนึ่ง ๆ ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลถาโถมเข้ามาผ่านสายตาเรา จะมีสักกี่เรื่องที่สมองจะจดจำได้มากพอที่จะสร้างความรู้สึกร่วมจนอยากลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง

แล้วต้องทำอย่างไร การรับรู้จะแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนักรู้? คำตอบอยู่ที่มาตรการล่าสุดของรัฐ เมื่อการขอร้องเชิญชวนไม่ได้ผลก็จำต้องออกกฎระเบียบเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อให้เกิดความเคยชินจนกลายเป็นนิสัย เหมือนในหลายประเทศที่ช่วงแรกมีเสียงต่อต้าน แต่สุดท้ายทุกคนก็ปรับตัวได้…

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงก้าวเริ่มต้นของประเทศไทยเท่านั้น เพราะในปี 2565 รัฐบาลจะประกาศห้ามการใช้ถุงพลาสติกแบบบางกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมใส่อาหาร ถ้วยพลาสติก และหลอดพลาสติกทุกชนิด ส่วนหนึ่งคงต้องขอบคุณเหล่าสัตว์น้ำและสัตว์ทะเลนับแสนในมหาสมุทรที่ต้องตายเพราะขยะพลาสติก ทำให้มนุษยชาติตระหนักถึงความหมายของคำว่า `รอยเท้านิเวศ’ ที่ไม่ว่าเราจะทำอะไร อยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เรากำลังฝากรอยเท้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลกชนิดใดชนิดหนึ่งเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น

ตามข้อมูลของ Global Footprint Network พบว่า ตลอด 40 ปีกว่าที่ผ่านมา ความต้องการของมนุษย์มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างทดแทนได้ เราต้องการโลกถึง 1.5 ใบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกวันนี้ ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความรวดเร็วทันใจ

เมื่อใดที่คุณรู้สึกรำคาญกระเป๋าที่หนักขึ้นเพราะต้องคอยแบกแก้วน้ำ tumbler ที่มีน้ำดื่มอยู่เต็ม หรือถุงผ้าก้อนกลมแสนเกะกะพื้นที่กระเป๋า เพราะไม่มีร้านไหนยอมให้ถุงก๊อบแก๊บอีกแล้ว เราอยากให้คุณคอยบอกตัวเองว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันคุ้มค่ายิ่ง เพราะนอกจากเป็นการตอบแทนโลกแล้ว คุณยังช่วยไม่ให้การตายของสัตว์เหล่านั้นสูญเปล่าอีกด้วย


เพราะเราทุกคนเป็นหนี้โลกใบนี้…


บทความโดย​ เอื้อมดาว น้อยกร

2 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved