เราตื่นตูมกับเรื่องโลกร้อนเกินไปหรือเปล่า?

Updated: Sep 10, 2020


นับเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้วที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตเห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยบนโลกอุ่นขึ้นมาก และ “ปรากฎการณ์เรือนกระจก” ได้ถูกบัญญัติขึ้นมา ก่อนจะขยายมาเป็น “Global Warming” (ภาวะโลกร้อน) จนในที่สุดปรับแก้คำนิยามให้เป็น “Climate Change” (การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ) เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของภูมิอากาศที่ไม่เพียงแค่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดการแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ จนส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศทั่วโลกในที่สุด


แม้ว่า ณ วันนี้ จะมีเอกสารและรายงานที่ยืนยันและสนับสนุนปรากฏการณ์ดังกล่าวออกมาชัดเจนแล้วหลายพันฉบับ แต่กระนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง (รวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม) ที่ไม่เชื่อว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิล บางคนถึงกับกล่าวหาว่ามันคือเรื่องแหกตา ไม่ก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้สกัดความเจริญของชาติอื่น ๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ คนบางกลุ่มที่แม้จะไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ภายในใจกลับรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่า มีความจริงแท้กี่เปอร์เซ็นต์ในคำว่า “วิกฤต” โลกร้อน...สื่อมวลชน นักอนุรักษ์ หรือเหล่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่นั้น “ตื่นตูม” ไปหรือไม่?


หนึ่งในคนเหล่านั้น คือ นาโอมิ ไซบต์ (Naomi Seibt) สาวน้อยวัย 19 ปี ชาวเยอรมัน ผู้ออกมาประกาศต่อต้านเกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเรียนมัธยมวัย 16 ปี จากสวีเดน ผู้ที่กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวและสัญลักษณ์ของความหวังในการต่อสู้เพื่อหยุดโลกร้อน เมื่อเธอโดดเรียนมานั่งหน้ารัฐสภาทุกวันในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิหน้าร้อนที่สาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ


ถ้าดูตามประวัติส่วนตัว นาโอมิน่าจะเป็นต่อสาวเกรตาอยู่หลายขุม...ความสนใจของเกรตานั้นจำกัดอยู่แค่เรื่องโลกร้อน ขณะที่นาโอมิกลับมีความสนใจที่หลากหลายกว่า เธอเริ่มศึกษาการเมืองอย่างจริงจังตอนอายุแค่ 14 ปี โดยเข้าร่วมการประชุมและการปราศรัยกับแม่ของเธอซึ่งเป็นนักกฎหมายให้กับนักการเมืองพรรคฝ่ายขวาจัดของเยอรมนี และยังเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิ โดยเธอได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันฟิสิกส์ในระดับภูมิภาค และอันดับ 2 ในการแข่งขันวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายอีกด้วย นอกจากเรียนหนังสือแล้ว เธอยังมีช่องยูทูปเป็นของตัวเอง แม้คนติดตามจะยังมีเพียงแค่หลักหมื่นเท่านั้น แต่ด้วยบุคลิกอันโดดเด่น คุณสมบัติแน่น พร้อมกับจุดยืนที่ชัดเจน เธอจึงได้รับเชิญจากหน่วยงานและสถาบันฝั่งอนุรักษ์นิยมมาพูดโจมตีเกรตาอย่างดุเดือดต่อเนื่อง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นาโอมิกล่าวหาว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ตื่นตูมเกินกว่าเหตุเรื่องผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งบอกอีกว่า เธอเองเมื่อก่อนก็เคยเป็น “Climate Alarmist” หรือคนที่ตื่นตระหนกในเรื่องโลกร้อนเหมือนกับเกรตาเช่นกัน แต่ในที่สุดแล้ว เธอเชื่อว่า โลกจะไม่ถึงจุดจบแน่นอนต่อให้ปัญหาหนักหน่วงกว่านี้


หรือบางทีจะเป็นอย่างที่เธอบอก... เราอาจจะตื่นตูมจนเกินเหตุ เหตุการณ์ผิดปกติทางธรรมชาติและภูมิอากาศที่ผ่านมาอาจมาจากสิ่งอื่นที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบหรือคาดไม่ถึงก็เป็นได้


อย่างไรก็ตาม ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ของ Climate Change จะพบว่า ในช่วงต้น ๆ นั้น เอกสารวิชาการและรายงานการศึกษาเรื่องนี้ที่ตีพิมพ์ออกมาจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังคงมองว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์มากนัก แต่เมื่อศึกษาลงลึกไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เทคโนโลยีและเครื่องมือตรวจวัดสภาพภูมิอากาศพัฒนาขึ้นมาก จำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มสงสัยว่า “มนุษย์คือตัวการหลักในการเร่งภาวะโลกร้อน” ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างก้าวกระโดด ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้มาจากตัวเลขอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงร้อยปีหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยความต้องพึ่งพาน้ำมัน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้ว อุณหภูมิโลกกว่าจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงถาวรนั้น ใช้เวลานับหลายหมื่นปีหรือถึงแสนปีทีเดียว แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเศษเสี้ยวของ 1 องศาเซลเซียส เนื่องจากทั้งพื้นผิวและมหาสมุทรมีความสามารถในการดูดซับและระบายอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี


ดังนั้น การที่ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว หรือไฟป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกภายในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน…


เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชาวเมือง Verkhoyansk ในเขตไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ต่างออกมาอาบแดดและว่ายน้ำแทบทุกวัน หลังจากที่อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 8 องศาตั้งแต่ช่วงปีใหม่

ล่าสุด องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกพบว่า ทวีปอาร์กติกกำลังลุกเป็นไฟ... ใช่แล้วค่ะ คุณอ่านไม่ผิดหรอก ทวีปอาร์กติกที่ไม่มีอะไรนอกจากชั้นดินเยือกแข็งและน้ำแข็งที่หนาตั้งแต่ 2-5 เมตรตลอดปี และมีอายุอย่างต่ำ 700,000 ปีถึง 4 ล้านปี กำลังละลาย!


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในภูมิภาคอาร์กติกได้เพิ่มขึ้นสูงในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่อื่น ๆ บนโลก โดยเฉพาะในปีที่แล้วเมื่อพื้นที่ป่าในไซบีเรียกว่า 4 ล้านเฮกเตอร์ถูกไฟไหม้ เมื่ออากาศที่อุ่นขึ้นไหลเวียนไปยังพื้นที่รอบข้าง พลอยโดนหางเลขไปด้วย ก่อให้เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ เพราะเมื่อชั้นดินเยือกแข็งละลาย ก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ร้อนกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์ถึง 28 เท่าก็ถูกปลดปล่อยขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ก๊าซตัวนี้ได้ไหลเวียนแพร่กระจายไปทั่วบรรยากาศโลกแล้ว


ถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าก๊าซมีเธนถูกปล่อยออกมาเรื่อย ๆ แบบนี้ โดยที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำตอบคือ ฤดูร้อนที่จะทุบสถิติเร็วกว่าเดิมทุกปี ภัยแล้งที่กินเวลายาวนานและรุนแรงขึ้น หรือไม่ก็ฝนที่จะกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเกิดน้ำท่วมหนัก ทั้งหมดนี้ ความเสียหายจะกินวงกว้างและยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก


สรุปว่า เรากำลังตื่นตูมเกินไปอย่างที่นาโอมิบอกหรือไม่... ผู้เขียนตอบได้ว่า อาจจะใช่และไม่ใช่


การที่วิกฤตโลกร้อนรุนแรงขึ้นทั้งที่มีความตระหนักรู้และความตระหนก ณ ระดับนี้ หมายความว่า เราน่าจะกำลังตื่นตูมผิดจุดและแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด หรือเราอาจจะตื่นตูมไม่พอเสียด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลที่ถาโถมมาทำให้เราเกิดความเคยชินจนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรอีกต่อไป


จริงอยู่ที่ว่า ปัญหาโลกร้อนคือปัญหาใหญ่ระดับโลก (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) แต่เมื่อมนุษย์คือผู้ร่วมกันก่อปัญหา มนุษย์ทุกคนจึงมีหน้าที่แก้ปัญหาร่วมกัน


มิใช่ความเพิกเฉยต่อความผิดพลาดในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาหรอกหรือที่เป็นมูลเหตุแห่งความตายของสัตว์นับล้าน และอีกหลายหมื่นสายพันธุ์ที่กำลังจะหายไปจากโลก โดยเฉพาะสัตว์ทะเล เนื่องจากสมดุลระบบนิเวศที่ล่มสลาย และสิ่งนี้กำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคงด้านอาหารของมนุษยชาติ


ถ้ามนุษย์จะใช้ความตื่นตูมระดับนี้ให้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลงร่วมกันจะดีขนาดไหน เพราะธรรมชาติได้แสดงให้มนุษยชาติเห็นแล้วว่า “ความตื่นตูม ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว” โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้าสู่โหมด Lockdown เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระบบนิเวศหลายแห่งทั่วโลกต่างฟื้นตัวอย่างงดงาม บางที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนสัตว์ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกลับมาจำนวนมาก (แม้จะเป็นเพียงการฟื้นตัวในช่วงเวลาอันสั้นและไม่ได้ทำให้วิกฤตโลกร้อนดีขึ้นในระยะยาว ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง)


ดังนั้น ถามว่า ณ จุดนี้ เราควรตื่นตูมหรือไม่ คุณผู้อ่านช่วยบอกทีเถิดค่ะ


บทความโดย เอื้อมดาว น้อยกร

197 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved