เมื่อฮากิบิสไม่ได้เป็นแค่ไต้ฝุ่น!


เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดคงทราบกันดีว่า พายุไต้ฝุ่นที่มีชื่อว่า “ฮากิบิส” (ภาษาตากาล็อกของฟิลิปปินส์แปลว่า “ความเร็ว”) ได้สร้างความเสียหายต่อภูมิภาคต่าง ๆ ของญี่ปุ่นรุนแรงมากมายเพียงใด ผู้เขียนเองซึ่งมีเพื่อนหลายคนอาศัยและทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกรุงโตเกียว ก็ได้แต่ภาวนาให้พวกเขาเหล่านั้นปลอดภัยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และนับเป็นความโชคดี ที่เพื่อนของผู้เขียนทั้งหมดอยู่รอดปลอดภัย โดยพายุฮากิบิสได้เคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว . วันนี้จึงขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับพายุไต้ฝุ่นลูกนี้และผลกระทบของมัน รวมทั้งมาหาคำตอบกันว่าเหตุใดพายุที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จึงได้ยกระดับความรุนแรงสู่จุดนี้กันครับ… . แรกเริ่มการก่อตัว พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส คือ พายุโซนร้อน (tropical storm) แต่ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ได้พัฒนาขึ้นเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น (super typhoon) ซึ่งเป็นพายุระดับ 5 (F5 คือระดับพายุที่รุนแรงที่สุด ความเสียหายอยู่ในระดับหายนะ ดังเช่น พายุเฮอริเคนแคทเทอรินาที่สหรัฐฯ เมื่อหลายปีก่อน) และฮากิบิสก็ไม่ใช่พายุไต้ฝุ่นธรรมดา ๆ ที่เราเคยพบเห็นกัน เพราะถูกระบุว่าเป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ที่เข้าถล่มประเทศญี่ปุ่น เส้นผ่านศูนย์กลางของพายุมีขนาดใหญ่ประมาณ 2,000 กิโลเมตร หรือเทียบง่าย ๆ คือมีขนาดใหญ่มากกว่าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างเดียว แต่ยังมีความเร็วสูงมาก คือไม่ต่ำกว่า 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (หรือ 140 ไมล์ต่อชั่วโมง) และที่ความเร็วสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (หรือ 160 ไมล์ต่อชั่วโมง) ท่านผู้อ่านลองจินตนาการถึงยักษ์ใหญ่ระดับสัตว์ประหลาดก็อดซิลล่าที่สามารถวิ่งเร็วดั่งจรวดมิสไซล์ดูสิครับว่า มีความน่ากลัวเพียงใด! . ความรุนแรงของพายุลูกนี้ทำให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยฝนตกหนักในระดับสูงสุด โดยบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนมากอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน (ในเมืองฮาโกเน่มีฝนตกต่อเนื่องกันมากกว่า 24 ชั่วโมงและมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงมากกว่า 1 เมตรหรือ 3 ฟุต) ส่งผลให้เกิดอุทกภัย ดินถล่ม และแผ่นดินไหวรุนแรง และมีผู้เสียชีวิต สูญหาย และบาดเจ็บจากภัยพิบัตินี้จำนวนมาก ขณะนี้ (นับจากวันที่ 15 ต.ค. 62 เวลา 12.20 จากสำนักข่าว NHK) มียอดผู้เสียชีวิต 66 คน คนสูญหาย 15 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงบาดเจ็บเกิน 200 คนแล้ว รวมทั้งทำให้เที่ยวบินกว่า 800 เที่ยวถูกยกเลิก เช่นเดียวกับรถไฟในบางเส้นทางที่ยังไม่เปิดให้บริการ นี่ยังไม่รวมกว่า 425,000 ครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้… นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพายุไต้ฝุ่นจึงได้ส่งผลกระทบรุนแรงมากมายถึงเพียงนี้ ? . คำตอบคือ เป็นผลมาจาก “วิกฤตโลกร้อน” อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า เพราะอากาศในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นได้เร่งให้ไอน้ำในมหาสมุทรมารวมตัวกัน ก่อให้เกิดเป็นพายุได้ง่ายดายขึ้นและรุนแรงขึ้น ผนวกกับน้ำแข็งจากขั้วโลกที่ละลายลงมหาสมุทร ทำให้น้ำทะเลหนุนสูง เมืองใดที่อยู่ใกล้ระดับน้ำทะเลก็มีโอกาสเกิดอุทกภัยได้ง่ายมาก

ลองจินตนาการดูสิครับว่า หากเกิดกับประเทศไทยของเราจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมายเพียงใด โดยเฉพาะเมืองหลวงของเราที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 1.5 เมตรเท่านั้น…

. เหตุการณ์ครั้งนี้ นับว่าพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสเป็นสัญญาณเตือนภัยของภาวะโลกร้อนอีกวาระหนึ่งที่มาตักเตือนมวลมนุษยชาติถึงผลกระทบของวิกฤตโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของตัวเอง และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงปี 1990 เป็นต้นมา รู้กันอย่างนี้แล้ว เราจะยังนั่งรอระเบิดเวลา โดยไม่ช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนกันบ้างเลยหรือครับ?

ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือได้ และช่วยลดปัจจัยที่เร่งให้เกิดภัยพิบัติ ด้วยการงดใช้พลาสติกอย่างเด็ดขาด เร่งปลูกต้นไม้ และลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนั่นรวมถึงการลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์ทันที (อย่าเสียดาย!) และการลดใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การลดดูสตรีมมิงวิดีโอ เพราะการเก็บและส่งถ่ายข้อมูลผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ ได้สร้างผลกระทบทางตรงด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลมากมายมหาศาลกว่าที่คุณ ๆ คิดกัน และอย่าคิดนะครับว่ากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงเท่านี้ของคุณ จะช่วยลดผลกระทบไม่ได้มากเท่าใด เพราะหารู้ไม่ว่า การร่วมด้วยช่วยกัน ผลที่ได้สะสมย่อมเกิดเป็นพลังช่วยโลกมหาศาลครับ...

. และนี่ก็ไม่ใช่เพียงแค่ประโยคจบที่สวยหรูว่า “อย่ามัวแต่รอให้คนอื่นมาแก้ไข เราแต่ละคนต้องช่วยกันตั้งแต่วันนี้” เพราะเมื่อเราได้เห็นสัญญาณเตือนภัยของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสกันแล้ว เรารอกันไม่ได้อีกแล้ว เราจำเป็นต้องช่วยโลกด้วยมือของเราเอง เพราะหากถึงวันที่หายนะเกิดขึ้นจริง เราจะโทษธรรมชาติไม่ได้เลย นอกจากตัวเราเองครับ!


บทความโดย สุพริศร์ สุวรรณิก

ประวัติผู้เขียน
คุณสุพริศร์ สุวรรณิก เป็นเศรษฐกรอาวุโสประจำฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีความรับผิดชอบหลักในการประมาณการเศรษฐกิจคู่ค้าของไทย และประเมินความเสี่ยงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
– จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนอาร์เบอร์ สหรัฐอเมริกา ภายใต้ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนหน้านั้น จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาตรีด้านการเงินการธนาคาร (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
– มีประสบการณ์การทำงานหลากหลายด้าน ทั้งตลาดการเงิน การธนาคาร และการทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินในสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ
– เป็นคอลัมนิสต์ประจำของ นสพ.ไทยรัฐ และมีความสนใจเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง นโยบายสาธารณะ รวมถึงสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลเพิ่มเติม https://weather.com/…/2019-10-07-super-typhoon-hagibis-rapi… ————– https://www.nytimes.com/…/w…/asia/japan-typhoon-hagibis.html ————– https://www.bbc.com/news/world-asia-50020108 ————– https://www.aljazeera.com/…/japan-begins-clean-typhoon-hagi… ————– https://www.reuters.com/…/factbox-by-the-numbers-japans-typ… ————– https://www.forbes.com/…/should-we-be-routinely-flying-in…/… ————– https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20191015_39/

8 views