เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส


เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส…

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจ ซึ่งแม้จะไม่ใช่โศกนาฏกรรมในรูปของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนเหมือนอย่างครั้งก่อน ๆ แต่ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าเป็น “ภัยพิบัติในการตัดสินใจ” ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติในระยะยาวได้ นั่นคือ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติแล้วเพื่อการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) อันเป็นข้อตกลงสากลเพื่อการลดภาวะโลกร้อนร่วมกันระหว่างชาติต่าง ๆ ซึ่งการถอนตัวนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พ.ย. 2020 หรือในปีหน้า ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลถึงอนาคตต่อไปของโลกเราว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ข้อตกลงปารีสกำหนดเป้าหมายระหว่างประเทศต่าง ๆ ร่วมกันในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม อันเป็นระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่นักวิจัยโดยเฉพาะจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่โลกได้ แม้จะทำให้เกิดหายนะในรูปแบบภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ลงนามเข้าร่วมข้อตกลงปารีสดังกล่าวในปี 2015 และให้สัญญาว่าภายปี 2025 จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ประมาณร้อยละ 26-28 จากระดับปี 2005

อย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองเปลี่ยนฝ่าย นโยบายก็เปลี่ยน… การถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสของรัฐบาลทรัมป์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบจากนานาชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศสและจีน อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่านายทรัมป์เพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ภาวะโลกร้อนกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่นายทรัมป์มุ่งเอาประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ นายทรัมป์เคยกล่าวไว้ในช่วงแรกของการก้าวมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ในปี 2017 ว่า​ ข้อตกลงปารีสทำให้ภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เสียเปรียบจากมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับย้ำว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงเป็นเสาหลักในการผลิตพลังงานของรัฐบาลและธุรกิจอเมริกันต่อไป รวมทั้งได้พยายามผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การผลักดันให้มลรัฐต่าง ๆ สามารถกำหนดมาตรฐานของตนเองเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้มาตั้งแต่ช่วงเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ท่าทีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้สามารถอธิบายด้วยมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะการอธิบายด้วยทฤษฎีเกม (Game Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุมีผลชัดเจน โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ

การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนระดับนานาชาติมีลักษณะเป็นเหมือนกรณี “ความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s Dilemma)” อธิบายได้โดยสังเขปว่า การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนคือ เกมระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งในบริบทนี้คือ สหรัฐฯ (ภายใต้การนำของนายทรัมป์) กับกลุ่มประเทศที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง (ที่ได้เข้าร่วมข้อตกลงปารีส) โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีกลยุทธ์ให้เลือกอยู่ 2 ทางเลือก คือ 1) การร่วมมือในข้อตกลงปารีสเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 2) การไม่ร่วมมือในข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ พบว่าทางเลือกที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างให้ความร่วมมือในข้อตกลงเป็นภาวะที่ไม่ใช่ดุลยภาพ (Disequilibrium) เนื่องจากหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงแล้ว ฝ่ายที่ละเมิดจะได้ประโยชน์มากขึ้น ขณะที่ฝ่ายที่ยังคงให้ความร่วมมือในข้อตกลงจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ดังนั้น ในที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะพยายามละเมิดข้อตกลงทั้งคู่ ซึ่งจุดที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวจะกลับกลายเป็นจุดดุลยภาพ (Equilibrium) ทั้ง ๆ ที่การร่วมมือกันภายใต้ข้อตกลงปารีสอาจทำให้ผลรวมของผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเกิดกับโลกทั้งใบมีมากกว่าการไม่ร่วมมือกันก็ตาม ดังที่เราได้เห็นแล้วว่าผู้เล่นฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มดำเนินการก่อน นั่นคือ การไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ยังนับว่าโชคดีที่การตัดสินใจของสหรัฐฯ ดังกล่าว ไม่ได้กระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ พากันถอนตัว (อย่างน้อยที่สุดก็ในปัจจุบันนี้) ดังที่ทฤษฎีเกมได้ประเมินไว้ ยกตัวอย่างเช่น บราซิล ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ผู้ที่มีฉายาว่า “ทรัมป์แห่งละตินอเมริกา” ซึ่งมีแนวคิดคล้ายทรัมป์และต่อต้านประเด็นการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนมาโดยตลอด ยังคงมีท่าทีที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสต่อไป เนื่องด้วยมีเงื่อนไขอื่น ๆ ค้ำคอไว้อยู่ นั่นคือ การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการทำการค้าร่วมกันกับสหภาพยุโรป (ซึ่งไม่แน่ว่า หากการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสมีผลประโยชน์กับเศรษฐกิจบราซิลมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการทำการค้ากับสหภาพยุโรป เราอาจเห็นการถอนตัวจากข้อตกลงของประเทศนี้ตามมาได้)

มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า ยังคงมีมนุษย์โลก (บางส่วน) ที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ และตั้งใจหากำไรที่เป็นตัวเงินเหนือประเด็นอื่น ๆ ทั้งปวง โดยไม่ได้คำนึงว่า โลกที่อาศัยอยู่จะเป็นอย่างไร จะมีหายนะเกิดขึ้นกับทุกคนบนโลกอย่างไรหากยังคงพฤติกรรมแบบเดิม ๆ เราจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า​ คนจำพวกนี้ “ไร้เหตุผล (irrational)” และ “สายตาสั้น (myopic)” โดยคิดตักตวงแต่ผลประโยชน์ในระยะสั้นโดยไม่คิดถึงระยะยาว อันจะสร้างหายนะทั้งต่อตนเองและคนอื่น ซึ่งถือเป็นความไม่ฉลาดประเภทหนึ่ง หรือจะพูดให้ชัดยิ่งขึ้นกว่านั้นได้ว่า​ คนจำพวกนี้ “เห็นแก่ตัว” ตามภาษาบ้าน ๆ ที่เราใช้เรียกกันก็ได้ครับ…



บทความโดย สุพริศร์​ สุวรรณิก
2 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved