วิธีการจัดการดิจิทัลดาต้าเพื่อไม่ให้โลกร้อน!…ตอนที่ 1




วิธีการจัดการดิจิทัลดาต้าเพื่อไม่ให้โลกร้อน!…ตอนที่ 1

งานสัมมนา “ทางออกจากวิกฤตโลกร้อนกับความจริงที่ไม่มีใครพูดถึง” ที่จัดขึ้นโดย KBO Earth ณ สโมสรทหารบกฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ได้เผยความจริงให้โลกรู้ว่า การใช้งานดิจิทัลดาต้าและอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเร่งให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ นั่นคือ

-ประการแรก พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ใช้ป้อนให้ดิจิทัลดาต้าและอินเทอร์เน็ตทำงาน มีแหล่งกำเนิดมาจากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเมื่อเผาผลาญจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยปริมาณดิจิทัลดาต้าในระบบอินเทอร์เน็ตมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างมาก เนื่องจากดิจิทัลดาต้าทุก ๆ ไบต์ที่รับส่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน (ดาต้าเซ็นเตอร์และเน็ตเวิร์ค) และอุปกรณ์ไคลแอนต์ที่กินพลังงานแบบเต็มพิกัด ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มากถึง 55% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อปี และทำให้ดาต้าแทรฟฟิค (data traffic) เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 25% ต่อปี

-ประการที่สอง การถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่เราใช้งานเข้าสู่บรรยากาศและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องอยู่ในสภาพที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เย็น หรือเหตุใดผู้ให้บริการดิจิทัลจึงทยอยสร้างและย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ไปไว้ในประเทศแถบขั้วโลกเหนือ หรือแม้กระทั่งสร้างไว้ใต้น้ำ

-ประการสุดท้าย คลื่นไมโครเวฟที่เป็นสื่อกลางให้ดิจิทัลดาต้าสามารถวิ่งส่งผ่านไปในอากาศแบบไร้สายได้นั้น เป็นมลพิษต่อโลกเช่นกัน

ด้วยความน่ากลัวของการใช้งานดิจิทัลดาต้าที่มีผลต่อภาวะโลกร้อนดังกล่าว บทความนี้จึงขออธิบายวิธีการเยียวยาภาวะโลกร้อนด้วยการจัดการดิจิทัลดาต้าอย่างยั่งยืนกันครับ!

ขอย้อนความทรงจำให้ท่านผู้อ่านไปถึงบทความที่แล้ว (“สตรีมมิ่งวิดีโอเป็นตัวเร่งให้โลกร้อนจริงหรือ?”) ที่ว่า งานวิจัยของ The Shift Project พบว่า ดิจิทัลดาต้าที่เป็นวิดีโอเป็นประเภทข้อมูลที่มีสัดส่วนถึง 80% ของปริมาณดิจิทัลดาต้าทั้งหมดทั่วโลกในปี ค.ศ. 2018 นั่นหมายความว่า เพียงแค่ 20% ที่เหลือของดิจิทัลดาต้าทั้งหมดนั้น เป็นดิจิทัลดาต้าประเภทเว็บไซต์ต่าง ๆ และ ข้อมูลด้านอื่น ๆ ดังนั้น การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกินตัวมักจะอยู่ในส่วนที่เป็นข้อมูลประเภทวิดีโอ และเมื่อมีการพัฒนาความละเอียดของวิดีโอที่สูงมากยิ่งขึ้น อาทิ ความละเอียดระดับ “8K” ย่อมทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นตาม (ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องความจำเป็น เพราะวิดีโอที่มีความละเอียดต่ำกว่า น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน)

ที่น่าสนใจคือ วิดีโอออนไลน์ชนิดต่าง ๆ ที่เมื่อเราเจาะเข้ามาดูรายละเอียด จะพบว่าประกอบไปด้วย VoD (Video on Demand) (34%) รองลงมาคือ วิดีโอลามก (27%) Tubes (21%) และอื่น ๆ (18%) ก่อให้เกิดคำถามท้าทายที่ว่า ประโยชน์ที่แท้จริงในการใช้งานวิดีโอออนไลน์เหล่านี้คุ้มค่ากับการใช้ทรัพยากรพลังงานฟอสซิลที่มีอยู่อย่างจำกัดและส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่? แล้วเราจะช่วยกันลดการใช้งานวิดีโอออนไลน์ (หรือถึงขั้นงดการใช้ไปเลย) ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง?

ข้อเสนอแนะอย่างเป็นระบบที่ The Shift Project นำเสนอเพื่อเยียวยาภาวะโลกร้อนนั้น คือ “ความมีสติในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital sobriety)” ซึ่งในที่นี้จะต้องอาศัยวินัยและระเบียบปฏิบัติในการใช้งาน เพื่อให้มีกรอบของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เครื่องมือหลักสำคัญที่จะใช้ คือการออกแบบระบบที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างยั่งยืน

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ “วิธีการจัดการดิจิทัลดาต้าเพื่อไม่ให้โลกร้อน!” ยังมีต่อในตอนที่ 2 เราจะมาหาวิธีการทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายในการจัดการดิจิทัลด้าต้ากันครับ


บทความโดย พีรพงษ์ เจียรณัย


ประวัติผู้เขียน

เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเชิงธุรกิจและการวางระบบข้อมูลสำหรับผู้บริหารของบริษัทน้ำมันข้ามชาติมากว่า 20 ปี มีความสนใจด้าน MI, BI, บิ๊กดาต้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และปรัชญา

3 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved