วิกฤตโลกร้อน : มหันตภัยที่ใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด!


ท่ามกลางการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายของคนในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่ยุค 5G ซึ่งต้องแลกกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตพลังงานไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงมหาศาล เพื่อหล่อเลี้ยงเก็บรักษาข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่แนวโน้มภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้น (เห็นได้จากพายุฮากิบิสที่สร้างความเสียหายที่ญี่ปุ่นสด ๆ ร้อน ๆ) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน การกอบกู้สภาพอากาศจึงเป็นวาระสำคัญของโลก ดังที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้ยืนยันว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษจากก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ โดยหากโลกร้อนขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ก็มีโอกาสที่น้ำแข็งในอาร์กติกจะละลายลงภายใน 10 ปี แต่ถ้าโลกร้อนขึ้นน้อยลงในระดับ 1.5 องศาเซลเซียส เราจะสามารถยืดระยะเวลาที่น้ำแข็งในอาร์กติกจะละลายหายไปทั้งหมดได้จาก 10 ปี เป็น 1 ศตวรรษ . ​บทความนี้จึงต้องการรวบรวมผลกระทบสำคัญของภาวะโลกร้อนที่เข้าขั้นวิกฤตในเชิงสิ่งแวดล้อมโดยตรง และชี้ให้เห็นถึงผลกระทบนั้นที่หลายคนอาจคิดว่าไกลตัว… แต่หารู้ไม่ว่าใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด! . ประการแรก ภาวะโลกร้อนมีผลกระทบต่อธารน้ำแข็งอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังในกรณีของธารน้ำแข็ง Okjokull ที่ประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งละลายอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ Oddur Sigurdsson นักธรณีวิทยาธารน้ำแข็ง ได้ออกแถลงการณ์การสูญสิ้นสภาวะธารน้ำแข็ง Okjokull เมื่อปี พ.ศ. 2557 เนื่องจากขนาดธารน้ำแข็งลดลงจนไม่เพียงพอที่จะเคลื่อนที่ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา Cymene Howe และ Dominic Boyer ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยไรซ์ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้เปิดอนุสรณ์รำลึกถึง Okjokull ธารน้ำแข็งแห่งแรกของไอซ์แลนด์ที่ละลายจนสูญเสียสถานะธารน้ำแข็งไปแล้ว โดยระบุข้อความด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาไอซ์แลนด์ว่า “Ok เป็นธารน้ำแข็งแรกของไอซ์แลนด์ที่สูญเสียสถานะธารน้ำแข็ง ซึ่งคาดว่าอีก 200 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งทั้งหมดจะดำเนินตามไป อนุสรณ์นี้แสดงไว้เพื่อรำลึกว่า เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้ว่าต้องทำอย่างไร มีแต่เพียงคุณที่รู้ว่า เราได้ทำหรือไม่” พร้อมกับระบุ “415 ppm CO2” ซึ่งหมายถึง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในปีนี้ที่มากที่สุด ทำลายสถิติที่ผ่านมา… . นอกจากนี้ สิ่งที่พึงตระหนักไว้คือ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าธารน้ำแข็งกว่า 400 แผ่นของไอซ์แลนด์จะหายไปภายในปี ค.ศ. 2200 รวมทั้งธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังละลายเกือบครึ่งเมตรต่อปี และถือเป็นอัตราการละลายที่เร็วมากนับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ภาพยนตร์เกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่เราเคยชมกันมานาน มีโอกาสกลายเป็นเรื่องจริงเร็วกว่าที่เราเคยคิดไว้อย่างแน่นอน! . ประการที่สอง ภาวะโลกร้อนมีผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น โดยเฉพาะพายุโซนร้อน ทั้งนี้ พายุโซนร้อนคือการก่อตัวของพายุที่เกิดขึ้นเหนือน่านน้ำทะเลในมหาสมุทรแถบเส้นศูนย์สูตร มีความเร็วลมสูงสุดอยู่ในช่วง 64 ถึง 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 กิโลเมตร เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นเหนือผิวน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 26.5 องศาเซลเซียส เป็นที่แน่นอนว่าเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น พายุโซนร้อนก็จะเกิดขึ้นเป็นประจำในมหาสมุทรแถบเส้นศูนย์สูตรของโลกไปด้วย ดังนั้น ภาวะโลกร้อนจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดพายุโซนร้อนที่เราต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทยช่วงปี 2562 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกช่วงต้นเดือนมกราคมต้องเผชิญกับพายุโซนร้อนปาบึก และด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม และล่าสุดช่วงปลายสิงหาคมถึงกันยายน ภาคอีสานต้องเผชิญกับพายุโซนร้อนโพดุล และตามด้วยพายุโซนร้อนคาจิกิ พี่น้องชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก นับว่าประเทศไทยเผชิญพายุโซนร้อนไปแล้ว 3 ลูกในปีนี้ (และไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะต้องพบเจออีกมากมายเท่าใด)

ประการสุดท้าย ภาวะโลกร้อนมีผลกระทบต่อสภาพอากาศโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะชาวนาที่ต้องเดิมพันชีวิตไปกับภาวะโลกร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวและหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยืนยันว่าภาวะโลกร้อนได้มาเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากนาข้าวหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนกับการปลูกข้าวหอมมะลิที่ได้ผลผลิตลดลง 45% ชาวนารู้สึกได้ถึงผลกระทบที่ต้องเผชิญจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา . นอกจากนี้ ยังเกิดผลกระทบกับนาน้ำฝนอย่างรุนแรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เนื่องจากนาน้ำฝนเป็นผืนนาที่กว้างใหญ่ของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่พม่าจรดเวียดนาม ผืนนาต้องรอน้ำฝนเพื่อการเพาะปลูกเท่านั้น ชาวนาต้องเจอกับภัยความแห้งแล้งรุนแรงสลับกับภัยน้ำท่วมหนัก นอกจากนี้ สภาพอากาศที่มีอุณหถูมิสูงขึ้นยังเป็นอุปสรรคในการผสมเกสร ทำให้เกสรตัวผู้เป็นหมัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมากในภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ความมั่นคงทางอาหารสำหรับมนุษย์ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป… . ถึงเวลาแล้วหรือยังคะที่เราต้องปฏิวัติตัวเอง เสียสละความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตส่วนตัว ทั้งงดใช้พลาสติก ลบข้อมูลดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์ ลดการใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น เพื่อแลกกับอนาคตของลูกหลานเราและสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกใบนี้…

  1. “Just Do It!”



บทความโดย ดร.จิติกานต์ จินารักษ์

ประวัติผู้เขียน ดร.จิติกานต์ จินารักษ์ เป็นพนักงานประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันมีความรับผิดชอบด้านวิชาการดนตรีไทย สอนวัฒนธรรมไทยให้กับนักศึกษาต่างชาติ และทำวิจัยทางด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรรมศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และจบระดับปริญญาตรี ศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาดุริยางค์ไทยศึกษา คณะนาฏศิลปและดุริยางค์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

3 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved