วิกฤตโลกร้อนกับภัยร้ายต่อสุขภาพ



ท่ามกลางข่าวภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลกไม่เว้นแต่ละวัน อาทิ น้ำท่วม พายุ ไฟไหม้ป่า ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว หรือธารน้ำแข็งละลาย ฯลฯ รวมทั้งสภาพอากาศที่แปรผันได้อย่างสุดขั้ว ล้วนเกิดจากการเสียสมดุลทางธรรมชาติ ทุกอย่างบนโลกเราล้วนมีความเปลี่ยนแปลง (dynamic) มีความเชื่อมโยง คือ สามารถถ่ายเทพลังงานถึงกันได้หมด “เพราะเมื่อโลกเสียความสมดุลไปในทางใดทางหนึ่งแล้ว ธรรมชาติจะพยายามปรับตัวเพื่อให้เข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้ง”

ดังนั้น กระบวนการปรับตัวให้เข้าสู่สมดุลใหม่ผ่านการเคลื่อนที่และถ่ายเทพลังงานระหว่างกัน จึงมีความรุนแรง ซึ่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับของพลังงานที่แตกต่างกัน และเมื่อขึ้นชื่อว่าการปรับตัวย่อมมีผลกระทบตามมา เมื่อโลกเสียสมดุลไปจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีทั้งแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” และแบบ “กะทันหัน” โดยหากเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งมีชีวิตก็มีเวลาในการปรับตัว แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ใครปรับตัวได้ก็อยู่รอด ใครปรับตัวไม่ได้ก็ตายไป ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างสุดขั้วซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน นอกจากจะทำให้เกิดภัยพิบัติ ซึ่งได้สร้างผลกระทบแบบกะทันหันไปแล้ว ยังได้สร้างผลกระทบที่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน “ซึ่งผลดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นผลกระทบต่อสุขภาพจากภาวะโลกร้อน เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2016 ในรัสเซีย ซึ่งมีข่าวการกลับมาระบาดของเชื้อโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ครั้งใหญ่ในรอบ 75 ปี ส่งผลให้เด็กชายวัย 12 ปีเสียชีวิต และมีผู้ติดเชื้อโรคนี้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีกวางเรนเดียร์อีกกว่า 2,000 ตัวล้มตาย ผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียชี้ว่า “สาเหตุการระบาดเกิดจากคลื่นความร้อนเข้าโจมตีเขตอาร์กติก ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งที่ฝังซากของกวางเรนเดียร์ที่ตายด้วยโรคระบาด เกิดการละลายตัวและทำให้เชื้อที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินคืนชีพกลับมาระบาดอีกครั้ง”

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นบนโลก สามารถส่งผลให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตได้โดยตรง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเชื้อโรค พาหะ หรือตัวกลางต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ในมนุษย์ “เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในสิ่งแวดล้อมนั้นส่งผลให้วงจรชีวิตของเชื้อโรคมีระยะเวลาฟักตัวลดลง” นั่นหมายความว่า เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เชื้อโรคบางชนิดอาจกลายพันธ์จากเชื้อไม่ก่อโรคมาเป็นเชื้อก่อโรคได้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง

ทีนี้ เรามาดูกันว่าวิกฤตโลกร้อนสามารถส่งผลอะไรต่อสุขภาพของเราบ้าง ทั้งในแบบค่อยเป็นค่อยไปและแบบกะทันหัน… 1) โรคภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารหรือพลังงานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ส่วนหนึ่งมีที่มาจากความอดอยาก การขาดแคลนอาหาร อันเกิดจากความแห้งแล้งที่ทำให้แหล่งอาหารลดลง

2) โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Syndrome) เมื่อเกิดความร้อนสูงขึ้น จะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างมลพิษอากาศต่าง ๆ อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ และส่งผลให้เกิดหมอกควันและโอโซน อันเป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง ทำให้เกิดอาการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุตา ทั้งนี้ ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจและระบบหายใจล้มเหลวได้ นอกจากนี้ อากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในบรรยากาศมากขึ้น โดยจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นและอากาศที่แห้งแล้งมากขึ้นจะทำให้เกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลให้ปริมาณหมอกควันและฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ตามมา เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจและหลอดเลือด

3) โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) หากโลกร้อนขึ้นไม่กี่องศา อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจะมีการขับเหงื่อออกมาเพื่อบรรเทาความร้อน ส่งผลให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนทั่วร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาในหลายภูมิภาคที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ทั้งร้อนและหนาวเย็นสามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้เช่นกัน และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในมนุษย์อีกด้วย

4) โรคลมแดด (Heat Stroke) เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้ จนเกิดภาวะวิกฤต ทั้งนี้ ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีระบบการปรับสมดุลความร้อน เมื่อความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น จะมีกระบวนการกำจัดความร้อนออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การทำงานของต่อมใต้สมองไฮโปทาลามัสส่วนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อสมดุลเสียจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ระบบการปรับสมดุลความร้อนจะทำงานไม่ทัน และทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย

จะเห็นได้ว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาพของเราดังกล่าว ทำให้เราเห็นสัจธรรมได้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อโลกขาดความสมดุล แล้วชีวิตคนบนโลกจะสมดุลได้อย่างไร?”

ในสภาวะปกติ ธรรมชาติที่มีความสมดุลจะแบ่งผู้ที่ทำหน้าที่หลักได้อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะสนับสนุนและทำงานร่วมกันอย่างเกื้อกูล ในสัดส่วนและปริมาณที่พอดีจนเกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมดุล” จนเมื่อโลกได้พัฒนาเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมา มีการพัฒนาวิทยาการ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัยขึ้นมากมาย ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความต้องการในการบริโภคที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใช้อย่างไม่จำกัด เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์เจริญล้ำหน้า ทำให้ผู้คนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น สะดวกสบาย แต่กลับกลายเป็นความเคยชิน จนลืมวิถีดั้งเดิม และกว่าเราจะรู้ว่าโลกนี้ป่วย เสียสมดุลและเสื่อมโทรมอย่างหนัก ก็เปรียบได้กับช่วงเวลาที่โลกนี้อยู่ในห้องไอซียูแล้ว

ธรรมชาติกำลังทวงคืนความสมดุลให้กลับมา โลกในฐานะผู้ผลิตกำลังทวงคืนสมดุลที่มนุษย์ในฐานะผู้บริโภคใช้ไป “ถึงเวลาแล้วที่ต้องตื่นขึ้นมาช่วยกันดูแลสุขภาพของโลก เพราะโลกคือที่อยู่อาศัย คือบ้านของเรา ช่วยกันดูแลบ้านหลังนี้ให้กลับมาน่าอยู่ สวยงามและแข็งแรงกันเสียทีเถอะค่ะ!”


บทความโดย เนตรนภา ฉิ่งกิตติ

ประวัติผู้เขียน คุณเนตรนภา ฉิ่งกิตติ ปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค โดยคุณเนตรนภาจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาชีวเคมี จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
1 view

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved