ลดดิจิทัลดาต้า = ลดภาวะโลกร้อน (ตอนที่ 1)



ย้อนกลับไปเมื่อประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 การปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ได้เริ่มต้นขึ้นในอังกฤษ นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตในการเกษตร แต่ทว่า การปฏิวัติดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความสมดุลทางธรรมชาติเสียหายไปอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน ในช่วงปี ค.ศ. 1760 หรือประมาณ 260 ปีก่อน เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ การปฎิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสมดุลธรรมชาติมาก คือ การนำทรัพยากรธรรมชาติใต้พื้นดินจำนวนมากที่สะสมมานานนับหลายร้อยล้านปีขึ้นมาใช้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้นกำเนิดของภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงจนเข้าขั้นวิกฤตในปัจจุบัน…

วิกฤตโลกร้อนได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าสมัยก่อน ซึ่งเราเห็นได้จากที่ปรากฏในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นมา ดังเช่น ธารน้ำแข็งอัลไพน์บนเนินเขาพิโซล ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ระดับความสูงประมาณ 2,700 เมตร ได้ละลายหายไป ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยหนาวเย็นตลอดปีและมีปริมาณน้ำแข็งมหาศาล หรือในประเทศสเปนที่เกิดหิมะตกทางตอนใต้ของประเทศ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยตกมากว่า 100 ปี จนถึงน้ำท่วมที่เกิดบ่อยขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ อินเดีย และจีน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์จำนวนมากในแต่ละปี นี่ยังไม่นับรวมปรากฏการณ์เอลนีโญที่ซ้ำเติมให้ปี 2019 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ (ทำให้ตอนเหนือของอินเดียมีอุณหภูมิสูงถึง 51 องศาเซลเซียส คูเวตร้อนจัดเข้าขั้นวิกฤต ทุบสถิติร้อนที่สุดในโลกด้วยอุณหภูมิทะลุ 63 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนดังกล่าว)


ถึงเวลาจริง ๆ แล้วที่ทุกคนต้องช่วยกันร่วมมือต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนนี้!


เราสามารถช่วยกันต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานด้วยความยั้งคิด หรือการไม่ใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง การร่วมกันปลูกต้นไม้ การลดใช้ถุงพลาสติก และยังมีอีกวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ที่ยังไม่ค่อยทราบกันคือ การลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์หรือที่เราไม่ต้องการใช้แล้ว


ถามว่าเพราะเหตุใด ดิจิทัลดาต้าจึงเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน?


คำตอบคือ ดิจิทัลดาต้าที่เราสร้างขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ตหรือในโลกออนไลน์นั้นจะถูกเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ และเมื่อต้องการใช้ข้อมูลก็จะทำการเรียกจากดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหล่อเลี้ยงไว้ตลอด ที่สำคัญคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกปี เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดูตัวอย่างได้ชัดเจนคือ ประเทศจีน ซึ่งมีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่จำนวนมาก โดยแต่ละแห่งก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ใช้ภูเขาทั้งลูกสร้างก็มี ซึ่งหากคำนวณดี ๆ แล้ว เฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศจีนก็ใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ออสเตรเลียใช้ทั้งประเทศ! (1)

และในบทความตอนหน้า เราจะมาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ (Quantitative) กันว่า การลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากแค่ไหนกันครับ!


บทความโดย
ศ.ดร.บุญเสริม กิจศิริกุล

___________________ ที่มา China’s Data Centers on Track to Use More Energy than All of Australia (https://www.datacenterknowledge.com/…/greenpeace-china-s-da…)

11 views