ยิ่งเร็ว ยิ่งแรง ยิ่งเปลือง...

Updated: Sep 10, 2020


“ยิ่งเร็ว” ปัจจุบันนี้ เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่คนพูดถึงทั่วกันไปหมดคงหนีไม่พ้น YouTube และ Netflix ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศไทย เพราะต่างประเทศก็มีผู้ใช้บริการและ subscribe สองช่องทางนี้กันอย่างล้นหลาม เนื่องด้วยความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะชมผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ทีวีอัจฉริยะ (Smart TV) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วิกฤตโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดและต้องกักตัวอยู่บ้าน ทั้งนี้ การที่จะทำให้บริการนี้มีคนยอมรับและใช้งานมากมายได้ ก็จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เร็วขึ้น เพื่อเวลาที่ผู้ใช้บริการเรียกดูหนังหรือคลิปวิดีโอ จะได้ไม่กระตุกหรือสะดุดให้เสียอารมณ์ของผู้ใช้บริการ


“ยิ่งแรง” การที่จะเร่งให้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เครือข่าย (Network) ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “แรงขึ้น” โดยติดตั้งที่ศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการการใช้งานของผู้ใช้บริการได้ดีที่สุด กล่าวคือ ดู YouTube ต้องลื่นไหล เหมือนดูจากทีวีในสมัยก่อนที่ใช้เสาอากาศหรือจากเคเบิลใยแก้วรับภาพ แต่คมชัดกว่ามาก ดังนั้น ผู้ให้บริการดังเช่น YouTube และ Netflix จึงยิ่งต้องติดตั้งอุปกรณ์ Network ในดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองให้เร็วและแรงขึ้นด้วย


บทสรุปจากความต้องการ “ยิ่งเร็ว” และ “ยิ่งแรง” ของผู้ใช้บริการในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น จึงนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไม่ทันรู้ตัว นั่นคือ


“ยิ่งเปลือง” เนื่องจากจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นมากมาย และในดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ Network ที่ทรงพลังเพื่อเร่งความเร็วในการรับส่งข้อมูลดิจิทัล ทั้งการใช้งานภายในดาต้าเซ็นเตอร์เอง และในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งอุปกรณ์ Network จะใช้พลังงานไฟฟ้าและปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและสร้างความร้อนให้แก่โลก โดยเฉพาะในจุดที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมักจะเป็นแถบซีกโลกเหนือ นอกจากนี้ อุณหภูมิในดาต้าเซ็นเตอร์จะสูงขึ้นตามจำนวนอุปกรณ์ Network ที่ติดตั้งเข้าไป ทำให้มีความจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศจำนวนมากเพิ่มด้วย เพื่อลดความร้อนดังกล่าว และเพื่อให้เพียงพอกับพลังงานความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาจากอุปกรณ์ Network ก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นไปอีก เป็นวงจรที่ไม่รู้จักจบสิ้น


ทั้งนี้ ผู้เขียนขอยกหลักฐานเพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ Network อันทรงพลังในปัจจุบันนี้ว่า มันกินพลังงานไฟฟ้า และปล่อยพลังงานความร้อนที่เยอะขึ้นกว่าอุปกรณ์ Network ในอดีตได้มากมายเพียงใด โดยผู้เขียนจะขออ้างอิงข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าและการปล่อยพลังงานความร้อน (มีหน่วยเป็น BTU) จากการใช้โปรแกรมคำนวณของอุปกรณ์ Network ยี่ห้อ Cisco ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Network ชั้นนำของโลก และมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก


รูปที่ 1: อุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณพลังงานไฟฟ้า

(http://tools.cisco.com/cpc/launch.jsp)


ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณของอุปกรณ์ Network ในอดีตที่มีความเร็ว 1 Gbps (กิกะบิตต่อวินาที) ตามรูปที่ 2 พบว่า การดาวน์โหลดภาพยนตร์บลูเรย์ (Blu-ray) ขนาด 12 Gb (กิกะบิต) จะใช้เวลาประมาณ 1.5 นาที (ซึ่งถือว่าไม่ช้ามากนัก) ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 497.62 Watts (วัตต์) พร้อมกับการปล่อยพลังงานความร้อนออกมาประมาณ 2,499.08 BTU ต่อชั่วโมง (หน่วย BTU จะใช้แสดงทั้งค่าพลังงานความร้อนที่ปล่อยออกมาและความสามารถในการทำความเย็น พวกเราจะคุ้นเคยกันตอนจะซื้อเครื่องปรับอากาศว่ามีกี่ BTU เช่น 9,000 หรือ 18,000 BTU เป็นต้น ยิ่ง BTU เยอะก็จะเย็นเร็วกว่าถ้าติดตั้งในห้องขนาดที่เท่ากัน โดยในทางกลับกัน ถ้าหากอุปกรณ์ Network ปล่อยพลังงานความร้อนดังกล่าวออกมา 2,499.08 BTU เราจะสามารถใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 9,000 BTU เพื่อช่วยลดความร้อนให้กับตัวอุปกรณ์ได้)

รูปที่ 2: ผลลัพธ์จากอุปกรณ์ Network ที่มีความเร็ว 1 Gbps


เมื่อเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณดังแสดงในรูปที่ 3 จะเห็นว่าอุปกรณ์ Network ที่มีความเร็ว 40 Gbps เร็วกว่าอุปกรณ์ในอดีตถึง 40 เท่า จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 2,320 Watts และปล่อยพลังงานความร้อนออกมาประมาณ 15,063.94 BTU ต่อชั่วโมงเร็วและแรงกว่าและใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าเกือบ 5 เท่า พร้อมทั้งปล่อยความร้อนออกมามากกว่า 7 เท่าเลยทีเดียว!


รูปที่ 3: ผลลัพธ์จากอุปกรณ์ Network ที่มีความเร็ว 40 Gbps


ดังนั้น เป็นที่แน่นอนแล้วว่า อุปกรณ์ Network ที่ทรงพลังกว่าคือ ทั้งเร็วและแรง ก็จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและปล่อยพลังงานความร้อนออกมามากกว่า


กล่าวโดยสรุป จากข้อมูลตัวอย่างที่ยกมาแสดงและเปรียบเทียบดังกล่าว ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ยิ่งอุปกรณ์ Network เร็วและแรงมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งร้อนมาก และยิ่งต้องเพิ่มเครื่องปรับอากาศที่ตัวใหญ่ขึ้น (BTU มากขึ้น) ส่งผลให้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นไปด้วยตามลำดับ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Cloud Service Provider อาทิ Google Microsoft Amazon หรือแม้แต่ YouTube และ Netflix ที่ผู้เขียนยกมาข้างต้นนั้น ต้องใช้ความเร็วมากกว่า 40 Gbps อย่างไม่ต้องสงสัย และจำนวนอุปกรณ์ Network ในดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งต้องมีหลักร้อยตัวขึ้นไปอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อรองรับปริมาณความต้องการในปัจจุบันให้ได้มากที่สุด


ผลที่ตามมาคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งต้องมีระบบหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิให้กับอุปกรณ์ Network เพื่อไม่ให้อุปกรณ์เหล่านี้ร้อนจนเกินขีดความสามารถที่จะทนได้ และใช่แล้วครับ... สำหรับระบบหล่อเย็นที่ง่ายที่สุดคือการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเข้าไปให้เยอะ ๆ เพื่อช่วยลดความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์ ยิ่งมีเครื่องปรับอากาศเยอะ ก็ยิ่งใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะขึ้นอีก พอหลับตานึกภาพตาม นี่เรากำลังนึกถึงดาต้าเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียว แล้วทั้งโลกล่ะ? มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ มากมายมหาศาลแค่ไหน ดูดกลืนพลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองเพียงใด แถมยังแอบปล่อยพลังความร้อนจากเครื่องปรับอากาศออกมาอีกจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งพลังงานความร้อนที่ปล่อยออกมา ส่งผลกระทบอะไรกับโลกของเราบ้าง คงไม่ต้องสาธยายอีกแล้วครับ...


นี่คือเวลาที่พวกเราต้องช่วยกันครับ… และที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การลดการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ไม่จำเป็น การลบข้อมูลดิจิทัลดาต้าที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์ได้บ้างไม่มากก็น้อย และจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง เพื่อจะได้นำพลังงานไฟฟ้าเหล่านั้นไปใช้ในกิจที่จำเป็น และในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างยั่งยืนดีกว่าครับ!


บทความโดย ธน กันธิพันธ์


“คุณธน กันธิพันธ์ ปัจจุบันมีความรับผิดชอบด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยระบบเครือข่ายสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง โดยคุณธนจบการศึกษาในระดับ ระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจบระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต”

199 views