มหันตภัยไฟป่าออสเตรเลีย : สัญญาณเตือนของภาวะโลกร้อน

Updated: Sep 10, 2020



.

ณ เวลานี้คงจะไม่มีสถานการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงไปกว่าไวรัสโคโรนาซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมประเทศไทยในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือตอนบน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ไวรัสและฝุ่นดังกล่าวจะก้าวเข้ามาเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ท่านผู้อ่านคงยังพอจำกันได้ถึงเหตุการณ์มหันตภัยไฟป่าของออสเตรเลียที่เริ่มต้นเผาไหม้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วและลุกลามรุนแรงในระดับประเทศจนขึ้นเป็นข่าวหน้า 1 ของโลก ถึงแม้ในปัจจุบันสถานการณ์จะทุเลาลงบ้างแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด วันนี้จึงขอพาทุกท่านมาเจาะลึกเกี่ยวกับมหันตภัยไฟป่าครั้งนี้กันค่ะ…

.

โดยทั่วไป เหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นจาก 3 องค์ประกอบบรรจบร่วมกันดังต่อไปนี้ (1) เชื้อเพลิงในป่า อันได้แก่ ส่วนประกอบของไม้ อาทิ กิ่งไม้ ก้านไม้ ต้นไม้ ตอไม้ ใบไม้ รวมถึงหญ้า และวัชพืช ตลอดจนดินและชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ดิน (2) ออกซิเจน ซึ่งเป็นก๊าซที่มีอยู่ในป่าตามปกติ และ (3) ความร้อน ที่เกิดขึ้นในป่าและสามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือโดยมนุษย์

.

สำหรับเหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียได้ทวีความรุนแรงและลุกลามใหญ่โตจากการเริ่มต้นเผาไหม้ในพื้นที่จำกัด ด้วยสาเหตุสำคัญได้แก่องค์ประกอบที่ 3 คือความร้อน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน โดยแถลงการณ์ของนาย Scott Morrison นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้ออกมายอมรับในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 ว่า เหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นนี้มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยตรง กล่าวคือ ในปี 2562 ออสเตรเลียมีอุณหภูมิสูงขึ้นทะลุ 40 องศาเซลเซียส และถือเป็นปีที่ถูกบันทึกว่าแห้งแล้งและร้อนที่สุดของออสเตรเลีย สอดคล้องกับที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ นาย Ed Hawkins ได้ยืนยันว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในออสเตรเลียเป็นไปตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ภัยพิบัติจากไฟป่าออสเตรเลียอาจไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติเดียวที่เกิดขึ้น แต่อาจจะมีภัยพิบัติอื่น ๆ ตามมาอีกมากในปี 2563 นี้

.

ทั้งนี้ ไฟป่าออสเตรเลียเกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนติดต่อกันยาวนาน ส่งผลให้เชื้อเพลิงธรรมชาติสูญเสียความชื้น จึงเกิดการสะสมเชื้อเพลิงจำนวนมากและเป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่าออสเตรเลียไหม้รุนแรง สูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 25 ล้านเอเคอร์ หรือ 63.25 ล้านไร่ มีผู้เสียชีวิตจากไฟป่าอย่างน้อย 28 คน ที่อยู่อาศัยกว่า 3,000 หลังคาเรือนถูกไฟไหม้ โดยพื้นที่ที่เกิดไฟป่าส่วนใหญ่อยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐวิคตอเรีย

.

ส่วนผลกระทบของไฟป่าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศ ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ Christopher Dickman ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ คาดการณ์ว่ามีสัตว์ป่าตายไปกว่า 1 พันล้านตัว ตั้งแต่เริ่มต้นไฟไหม้ป่าเดือนกันยายน 2562 สัตว์ที่ตายก็เนื่องด้วยได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งตายเพราะแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินถูกทำลาย (ประเมินจากข้อมูลที่เคยศึกษาวิจัยกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เมื่อปี 2550 เกี่ยวกับผลกระทบจากการถางพื้นที่ป่าต่อสัตว์ป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์) ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวนี้ยังไม่นับรวมค้างคาว กบ แมลง และสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ

.

สัตว์ส่วนใหญ่ที่เลี้ยงลูกด้วยนม นก และสัตว์เลื้อยคลานก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นภาพโคอาลาผู้น่าสงสาร ซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลียที่บาดเจ็บและได้รับการแชร์ในสื่อออนไลน์มากที่สุด โดย Sam Mitchell หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Kangaroo Island Wildlife Park รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ได้กล่าวถึงจำนวนประชากรโคอาลาที่มีอยู่ 50,000 ตัวก่อนมีวิกฤตไฟป่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโคอาลาทั้งหมดได้รับผลกระทบและตายจากวิกฤตไฟป่าในครั้งนี้

.

ไฟป่ายังได้เผาผลาญแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของสัตว์ท้องถิ่นอื่น ๆ อย่างจิงโจ้ วอมแบต ดันนาร์ต และนกกระตั้ว โดยเฉพาะนกกระตั้วสีดำที่เคยมีประชากรประมาณ 300-370 ตัว ซึ่งในช่วงที่เกิดไฟป่านี้ประจวบเหมาะเป็นฤดูวางไข่ของนกกระตั้วพอดิบพอดี จึงเป็นสาเหตุให้นกตัวเมียหลายตัวที่กำลังกกไข่ไม่ยอมทิ้งรังและต้องมาเสียชีวิตจากไฟป่าดังกล่าว นอกจากนี้ สัตว์ป่าอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อ และมีโอกาสเสี่ยงสูญพันธ์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากป่าในออสเตรเลียถือเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็น 1 ใน 17 ประเทศที่จัดว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูงอย่างยิ่ง (megadiverse) และโชคร้ายที่ว่าถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่แถบที่เกิดไฟป่าทั้งสิ้น…

.

นอกจากการสูญเสียของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ไฟป่ายังก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ด้วย นั่นคือ ไฟป่าที่เผาไหม้จำนวนมากได้โหมกระหน่ำไปตามชายฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลียเป็นเวลาหลายเดือน เกิดการผลักดันควันจำนวนมากข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โดยองค์การนาซาชี้แจงว่า ควันจากเปลวไฟในวันขึ้นปีใหม่ 2563 ได้ข้ามไปสู่ทวีปอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้มืดครึ้มและเคลื่อนที่ไปได้ครึ่งหนึ่งของระยะทางรอบโลกในวันที่ 8 มกราคม และในวันที่ 14 มกราคม 2563 ถือเป็นการเดินทางครบรอบโลกของควันไฟอย่างน้อย 1 รอบ อันเป็นที่แน่นอนว่าการเดินทางของควันไฟยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่านาย Shane Fitzsimmons หัวหน้าสำนักงานดับเพลิงชนบทประจำรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะได้เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาว่า หน่วยดับเพลิงออสเตรเลียสามารถควบคุมไฟป่า “กอสเปอร์ส เมาเท่น” อันเป็นเมกาเบลซ (Megablaze) ที่ถูกจัดให้เป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุดได้แล้ว แต่ก็ยังคงเหลือไฟป่าที่ไหม้ลามอีกมากกว่า 100 จุดทั่วประเทศ

.

ดังที่ได้กล่าวข้างต้น เมื่อพิจารณามูลเหตุของการเกิดมหันตภัยไฟป่าในครั้งนี้ หนึ่งในองค์ประกอบหลักสำคัญของการเกิดไฟป่าคือ “ความร้อน” ที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้วนำมาสู่สภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่มีส่วนร่วมสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซเรือนกระจกและเป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน...

.

มันอาจถึงเวลาที่เราจะเลิกฝากความหวังกับใครให้มาช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน นอกเสียจากลงมือทำทันทีด้วยตัวเราเอง…

.

แล้วเราจะมีส่วนช่วยลดการสร้าง CO2 ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ? ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม กิจศิริกุล ได้ศึกษาและแสดงการคำนวณผลของการลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์ ตามที่เคยเสนอในบทความ “ลดดิจิทัลดาต้า = ลดภาวะโลกร้อน” เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ไว้ว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกปล่อย CO2 ประมาณ 100 ล้านตันต่อปี ซึ่งคนไทยใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 1% ของคนทั้งโลก ทำให้เกิด CO2 = 1 ล้านตันต่อปี ถ้าเราลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นหรือไร้ประโยชน์ออก จะสามารถลดการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ประมาณ 30% หรือคิดเป็น CO2 ที่ลดลง 300,000 ตันต่อปี ในขณะที่ขยะถุงพลาสติกมีจำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี หรือเท่ากับ 100,000 ตันต่อเดือน ถ้าเราลดได้จริง 15% จากผลของการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก เราจะสามารถลดขยะถุงพลาสติกได้ 15,000 ตัน/เดือน หรือเท่ากับ 15,000 x 1.96 = 29,400 ตันของ CO2/เดือน ดังนั้น เราสามารถเปรียบเทียบการรณรงค์ลบดิจิทัลดาต้าไร้ประโยชน์กับการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกได้ว่า 300,000 ตันของ CO2 ต่อปีจากการลบดิจิทัลดาต้า มีค่าเท่ากับ 300,000/ 29,400 = การรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก 10.2 เดือน โดยสรุป จะเห็นได้ว่าการลบดิจิทัลดาต้ามีผลต่อการลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ และการลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ ลบ ลบ ลบ ข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกให้หมดก็เท่ากับช่วยลดโลกร้อนได้เทียบเท่ากับการลดถุงพลาสติกได้ถึง 10 เดือนกว่า ๆ เลยทีเดียว”

.

นอกจากการลบดิจิทัลดาต้า และลดการใช้พลาสติกแล้วนั้น การลดการใช้อินเทอร์เน็ต โดยใช้แต่เท่าที่จำเป็นยังเท่ากับช่วยลดการใช้พลังงานความร้อนเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก และหากเราช่วยกันเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกและดูแลต้นไม้ก็เท่ากับช่วยเพิ่มก๊าซออกซิเจน และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ให้ลดลงได้อีกด้วย...

.

สัญญาณเตือนภัยจากภาวะโลกร้อนได้ปรากฏให้เห็นแล้วตั้งแต่ต้นปี 2563 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยประเดิมส่งผลข้ามปีด้วยไฟป่าที่ออสเตรเลีย ขณะที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา นอกจากนี้ ภูเขาไฟที่ฟิลิปปินส์ยังเปิดฉากใหญ่ปะทุ ส่วนในประเทศไทยเกิดภัยแล้ง เกิดไฟป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีฝุ่นพิษ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอีกหลายประเทศทั่วโลก…

.

มนุษย์ทุกคนในฐานะที่ได้รับโอกาสได้อยู่อาศัย ได้ใช้ชีวิตในโลกใบนี้ ถึงคราวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและทุกวิถีทางเพื่อหยุดสร้างมูลเหตุแห่งภาวะโลกร้อน เพราะนั่นหมายถึงอนาคตลูกหลานเราที่ต้องดำรงชีวิตในโลกใบนี้เช่นเดียวกันค่ะ

.

มันอาจจะไม่ทันกาลอีกต่อไปแล้วที่จะร้องขอให้ใครช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน นอกจากเราที่ต้องตัดสินใจลงมือกอบกู้ และชะลอภาวะโลกร้อนด้วยมือของเราเอง!

.

บทความโดย

ดร.จิติกานต์ จินารักษ์

SAVE THE CLIMATE ร่วมหยุดภาวะโลกร้อน กับ KBO EARTH -------------------------------- “ลด” การใช้อินเทอร์เน็ต “ลบ” ดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์ “ลด” การใช้พลาสติก และกระแสไฟฟ้า “เพิ่ม” ชีวิตกรีนไลฟ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า 4 HOURS OF NO WI-FI หยุดใช้อินเทอร์เน็ต ทุกเช้าวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา 06.00 - 10.00 น. ----------------------------------- #KBOEARTH #มหันตภัยโลกร้อนกับความจริงที่ไม่มีใครพูดถึง

อ้างอิง

https://www.bbc.com/news/world-australia-50951043?fbclid=IwAR0dBgchP6o5Hf1HzjhLsg1Kt7bWCQEh6e0Z-0M5UmIldum0Ok5nKzN6ApI

https://www.nasa.gov/feature/goddard/2020/nasa-animates-world-path-of-smoke-and-aerosols-from-australian-fires

https://www.bbc.com/thai/international-51022104?at_custom3=BBC+Thai&at_custom2=%5BFacebook%5D&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_custom4=2578F4E2-314A-11EA-8932-38D796E8478F&at_campaign=64&at_medium=custom7&fbclid=IwAR0IV_ocQtn1GE6Q6UJqZ1oQDgmbPNY9cQQIEP3HNCWxQNQ_8hmawabEHec

https://www.google.com/about/datacenters/locations/

https://www.facebook.com/KBOEarth/posts/543861053057977?__tn__=K-R

https://actionforclimate.deqp.go.th/?p=6220

https://www.xinhuathai.com/env/มหาสมุทรโลก-2019-ทุบสถิติร้_20200115

https://www.nytimes.com/2020/01/08/world/australia/fires-murdoch-disinformation.html

https://amp.theguardian.com/australia-news/2020/jan/07/kangaroo-island-bushfires-grave-fears-for-unique-wildlife-after-estimated-25000-koalas-killed

https://www.carbonbrief.org/media-reaction-australias-bushfires-and-climate-change

https://workpointnews.com/2020/01/13/dong-phaya-yen/


725 views