พลาสติกกับภาวะโลกร้อน​ ตอนที่​ 2



เราทราบกันไปตั้งแต่บทความตอนที่แล้วว่า เพราะเหตุใดดิจิทัลดาต้าจึงเป็นตัวเร่งทำให้เกิดวิกฤตโลกร้อน ซึ่งคำตอบสำคัญคือการใช้พลังงานไฟฟ้าอันมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ มาวันนี้ในบทความตอนที่ 2 ผมจะพาท่านผู้อ่านมาวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ (quantitative analysis) กันว่า กิจกรรมง่าย ๆ อย่างการลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว อาทิ อีเมล์ขยะหรือรูปภาพที่ถ่ายเสียและไม่ได้ใช้ จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากมายเพียงใด…

และเพื่อให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ พร้อมทั้งเห็นได้ใกล้ตัว เราจะวัดออกมาเป็นปริมาณที่เทียบเคียงได้กับสิ่งที่เราคุ้นเคย นั่นคือ การเปรียบเทียบการลบดิจิทัลดาต้ากับการลดใช้ถุงพลาสติก และจะวัดในบริบทของไทย ซึ่งหากเราทุก ๆ คนช่วยกันลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็น แม้ว่าแต่ละคนจะลบได้ไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกันหลาย ๆ คน หลาย ๆ สิบล้านคน ก็จะช่วยให้ปริมาณดิจิทัลดาต้าลดลงได้มากมาย และจะส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ (data center) รวมทั้งลดอัตราการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ

ก่อนอื่นเลย เราจะวัดการประหยัดพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้ให้เป็นหน่วยที่เป็นมาตรฐานก่อน นั่นคือ เทียบเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (co2) จากนั้นเราจะเปรียบเทียบกับผลของการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกว่า ขยะถุงพลาสติกที่ทำให้เกิด co2 ในปริมาณเท่า ๆ กันนี้มีมากมายขนาดไหน ทั้งนี้ เราอาศัยตัวเลขต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการคำนวณจากการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตามแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ดาต้าเซ็นเตอร์กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์​ ” : การศึกษาวิจัย พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 3% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด และพบว่าในการผลิต 3% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดดังกล่าว ทำให้เกิดการปล่อย co2 จำนวน 100 ล้านตันต่อปี

สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตและการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ของคนไทย: เราพบว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตมากทีเดียว โดยใช้มากเป็นลำดับที่ 20 ของโลก (คิดเป็นสัดส่วน 1% ของคนทั้งโลก) และหากพิจารณาจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟสบุ๊ค แยกเป็นรายประเทศ ก็จะพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจเช่นเดียวกันว่าคนไทยใช้เฟสบุ๊คเป็นลำดับที่ 8 ของโลก (คิดเป็นสัดส่วนถึง 4% ของคนทั้งโลก) นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยใช้และดูมือถือต่อวันนานที่สุดในโลก กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะต้องคอยรับโหลดการใช้งานจากผู้ใช้ โดยเมื่อคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตคิดเป็นสัดส่วน 1% ของคนทั้งโลก กิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเหล่านี้จะส่งผลไปสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน จึงอนุมานได้ว่าคนไทยใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 1% ของคนทั้งโลกและทำให้เกิด co2 เป็นจำนวน 1 ล้านตันต่อปี

ผลของการลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นต่อการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์: ถ้าเราลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นออก ดังเช่นอีเมลที่เราเก็บไว้ในอีเมลเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเวลาหลาย ๆ ปี (บางคนเก็บอีเมลเป็น 10 ปีไม่เคยลบและแทบไม่เคยดูเลย) อีเมลบางฉบับมีรูปภาพหรือไฟล์ขนาดใหญ่แนบมาด้วย หรือในมือถือเราก็มีทั้งรูปภาพ วิดีโอและบางครั้งก็ไปเก็บไว้บนคลาวด์ (cloud) โดยซิงค์ข้อมูลขึ้นคลาวด์ ทั้ง ๆ ที่รูปถ่ายหรือวิดีโอแทบไม่เคยดูเลย อาจเป็นรูปทักทายทุกเช้าที่เพื่อนๆ ส่งมาให้ดู เราเห็นสวยก็เซฟไว้บ้าง วิดีโอต่างๆ ที่เพื่อนแนะนำบางทีเราสนใจดูแค่ครั้งสองครั้งแต่ยังเก็บไว้อยู่ หรือข้อมูลบนเฟสบุ๊คที่เราโพสต์และโพสต์นั้นบรรลุวัตถุประสงค์การใช้งานแล้ว (เพราะโพสต์ส่วนใหญ่อายุสั้นมาก เกินหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่มีคนดูแล้ว และมันก็ได้ทำหน้าที่กระจายข่าวของตัวเราเช่นว่าเราไปเช็คอินที่ร้านกาแฟอินเทรนด์มานะ เพื่อนเราเขารู้กันแล้ว ก็หมดหน้าที่ของมัน) แบบนี้มีอยู่เต็มไปหมด บางโพสต์เป็นวีดีโอ บางโพสต์มีรูปประกอบกินเนื้อที่พอควร ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ถ้าเราลบที่ไม่จำเป็นออก จะลบออกได้มหาศาล บางคนอาจลบได้ถึง 80-90% เลยทีเดียว ดังนั้น เราจะประมาณอย่างต่ำไว้ก่อนว่า หากเราลบข้อมูลที่ไม่จำเป็น จะสามารถลดการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ราว 30% (แม้ว่าพลังงานที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้สำหรับงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือไปจากการเก็บข้อมูล เช่น การประมวลผลข้อมูล การทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ และระบบทำความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเติบโตไปตามปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในดาต้าเซ็นเตอร์ หมายความว่า หากดิจิทัลดาต้าเพิ่มขึ้น พลังงานไฟฟ้าสำหรับงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย)

ปริมาณขยะพลาสติกในประเทศไทย​ ” : เราได้ข้อมูลของดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ต่อไปเราจะไปดูข้อมูลเกี่ยวกับขยะถุงพลาสติก ทั้งนี้ ตามรายงานของคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (carbon footprint) ของพลาสติก 1 กิโลกรัมมีค่าเท่ากับ 1.96 กิโลกรัมของ co2 (คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นต์เฉลี่ยของถุงพลาสติกแบบใสและแบบขุ่น) กล่าวคือ จากกระบวนการผลิตถุงพลาสติก 1 กิโลกรัม จนกระทั่งถึงกระบวนการทำลายจะปล่อย co2 ออกมาจำนวนเท่ากับ 1.96 กิโลกรัม นอกจากนี้ ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษยังชี้ว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกจำนวน 2 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้เป็นขยะถุงพลาสติกจำนวน 1.2 ล้านตัน

ประสิทธิภาพของการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก: ปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกมากขึ้น ห้างหรือร้านค้าบางแห่งจะกำหนดไว้เลยว่าจะงดแจกถุงพลาสติกในวันไหนของเดือน โดยรวม ๆ เราจึงประเมินว่าการรณรงค์น่าจะลดการใช้ได้จริงสัก 15% (ประมาณได้เท่ากับ 1 วันใน 1 สัปดาห์เป็นวันที่เราไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย)

มาถึงตรงนี้ เราพร้อมแล้วที่จะมาคำนวณผลของการลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์กันจากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้นกัน ซึ่งได้ผลดังนี้ครับ…

ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกปล่อย co2  => ประมาณ 100 ล้านตันต่อปี คนไทยใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 1% ของคนทั้งโลก ทำให้เกิด co2 =>  1 ล้านตันต่อปี


ถ้าเราลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นหรือไร้ประโยชน์ออก จะสามารถลดการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ประมาณ 30% หรือคิดเป็น co2 ที่ลดลง 300,000 ตันต่อปี


ขยะถุงพลาสติกมีจำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี หรือเท่ากับ => 100,000 ตันต่อเดือน


ถ้าเราลดได้จริง 15% จากผลของการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก จะได้ว่าเราลดขยะถุงพลาสติกได้ 15,000 ตัน/เดือน หรือเท่ากับ 15,000 x 1.96 = 29,400 ตันของ co2/เดือน


ดังนั้นแล้ว เราสามารถเปรียบเทียบการรณรงค์ลบดิจิทัลดาต้าไร้ประโยชน์กับการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกได้ว่า 300,000 ตันของ co2 ต่อปีจากการลบดิจิทัลดาต้ามีค่าเท่ากับ 300,000/29,400 = การรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก 10.2 เดือน

โดยสรุป จะเห็นได้ว่าการลบดิจิทัลดาต้ามีผลต่อการลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ และการลบดิจิทัลดาต้าที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ลบ ลบ ลบ ข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกให้หมดก็เท่ากับช่วยลดโลกร้อนได้เทียบเท่ากับการลดถุงพลาสติกได้ถึง 10 เดือนกว่า ๆ เลยทีเดียวครับ

รู้อย่างนี้แล้ว ทุกคนมัวรออะไรกันอยู่ ลงมือปฏิบัติกันเลยเพื่อช่วยโลกของเราวันนี้ก่อนจะสายเกินไปครับ!

หมายเหตุ: ตัวเลขที่ได้จากการคำนวณอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการประมาณค่าหลาย ๆ ตัวแปร ดังนั้น ตัวเลขสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ หากข้อมูลหรือการประมาณค่าเปลี่ยนแปลงไป


บทความโดย ศ.ดร.บุญเสริม กิจศิริกุล

4 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved