พลาสติกกับภาวะโลกร้อน​ ตอนที่​ 1



ตลอดปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนในประเทศไทยได้ร่วมกันรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกต่าง ๆ ซึ่งหลายแห่งยังคงให้ทางเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้ แต่หลายแห่งไม่ให้ทางเลือกอีกต่อไป เพราะไม่มีถุงพลาสติกไว้ให้ลูกค้าใช้เลย ผู้เขียนเข้าใจว่า ไม่ว่าจะด้วยแรงกดดันจากต่างประเทศผ่านรัฐบาล คลิปของชาวประมงที่บันทึกภาพขยะในอ่าวไทยยาวเป็น 10 กิโลเมตร ข่าวการตายของลูกพะยูน ‘มาเรียม’ หรือของเต่าทะเลพันธุ์หายากในห้วงเวลาหลายเดือนติด ๆ กัน คงจะมีส่วนทำให้เกิดการรณรงค์เปลี่ยนแปลงในครานี้ และที่จริงไม่ว่าแรงขับเคลื่อนนั้นจะมาจากไหน ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการรักษาสิ่งแวดล้อมของไทย เราก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่า แรงขับเคลื่อนดังกล่าวจะยืนยาวและจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเราได้มากน้อยเพียงใด

มาถึงวันนี้ เราทุกคนเข้าใจแล้วว่าการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกช่วยลดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมได้ เพราะเป็นการช่วยลดขยะพลาสติก แต่บางคนยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่า แล้วขยะพลาสติกเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนได้อย่างไร บทความนี้จึงขออธิบายให้กระจ่าง ดังนี้ค่ะ…


ที่มาของพลาสติก พลาสติกได้รับการคิดค้นเมื่อประมาณปี 1940 ซึ่งอันที่จริงแล้ว เป็นการนำเอาของที่ใช้ไม่ได้จากการผลิตน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมาก่อให้เกิดประโยชน์ โดยน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาตินี้เป็นสสารที่ ประกอบด้วยโมเลกุลขนาดต่าง ๆ กัน แต่ละโมเลกุลมีธาตุคาร์บอนและธาตุไฮโดรเจนเป็นหลัก การเชื่อมต่อกันของธาตุทั้งสองในโมเลกุลนี้ หรือที่เราเรียกในภาษาเคมีว่า “พันธะ” ล้วนมีพลังงานสะสมอยู่ ซึ่งทำให้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานของเราได้

น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมีส่วนผสมของโมเลกุลในขนาดต่าง ๆ กัน เราจึงต้องนำน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมาแยกหรือที่เรียกกันว่า นำมา “กลั่น” เพื่อให้ได้โมเลกุลชนิดเดียวกัน และนำแต่ละชนิดไปใช้ตามพลังงานที่สะสมอยู่และตามคุณสมบัติของแต่ละประเภท ดังนั้น เราจึงสามารถแยกน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ได้ อาทิ ก๊าซมีเทน (ในโมเลกุลมีคาร์บอนเพียง 1 ตัวเท่านั้น) น้ำมันเบนซิน น้ำมันเตา หรือยางมะตอย เป็นต้น

ในยุคแรก ๆ ของการนำน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์นั้น โมเลกุลที่สั้นหรือมีปริมาณคาร์บอนและไฮโดรเจนน้อยเกินไป มีพลังงานน้อย ก็มักจะถูกทิ้งไปเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ จนเมื่อได้มีการคิดค้นนำโมเลกุลเหล่านี้มาทำปฏิกิริยาทางเคมี ต่อเติมธาตุและเพิ่มพันธะในโมเลกุลให้เป็นห่วงโซ่ที่ยาวขึ้นมาก จึงได้เป็น “พลาสติก” ชนิดต่าง ๆ นั่นเอง โมเลกุลของพลาสติกนับว่าเป็นโมเลกุลที่มีความยาวมากและเป็นเครือข่ายที่ไขว้กันไปมา ทำให้พลาสติกมีคุณสมบัติที่ทนความร้อน ความเย็น มีความเหนียว ความทนทานต่อการใช้งานต่าง ๆ บางชนิดสามารถใช้แทนเหล็กได้เลย ดังนั้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลาเราไม่ได้ใช้พลาสติกแล้วและต้องการจะกำจัดมันทิ้ง จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะเราต้องสามารถเปลี่ยนพันธะ ย่อยหรือตัดพันธะเคมีของเครือข่ายโมเลกุลพลาสติกออกเป็นธาตุแต่ละธาตุให้ได้ ซึ่งเป็นกระบวนการย้อนกลับของการสร้างพลาสติกขึ้นมาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

เชื่อกันว่าพลาสติกส่วนใหญ่ที่ได้ถูกผลิตขึ้นในโลกตั้งแต่ยุคแรก ๆ นั้นยังคงอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้ถูกกำจัดหรือแปรสภาพไปมากนัก และเชื่อกันว่าพลาสติกมีอายุยืนยาวมากกว่าร้อยปี ทนทานตามที่เราออกแบบมันมา แต่ก็ยังไม่มีใครมีชีวิตยืนยาวกว่าพลาสติกมากพอที่จะพิสูจน์ข้อสังเกตนี้ได้ แล้วพลาสติกเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนอย่างไร?

ขยะพลาสติกในโลกถูกกำจัดได้ด้วยวิธีการหลัก ๆ 3 ทาง ได้แก่


1.การเผา: เป็นการกำจัดขยะพลาสติกที่ทำกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถกำจัดขยะพลาสติกได้ทีละมาก ๆ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก โดยส่วนใหญ่เป็นการเผาในที่โล่งแจ้ง หรืออย่างดีหน่อยก็เผาในเตาเผา การเผาขยะพลาสติกนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างมลภาวะทางอากาศ ทั้งนี้ การเผาพลาสติก คือ การใส่พลังงานเข้าไปตัดโมเลกุลพลาสติกให้เล็กลง ก๊าซที่เกิดจากการเผาขยะพลาสติกคือ โมเลกุลเล็ก ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นพิษ และเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ อาทิ มีเทน คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์


2.การฝังกลบ: เป็นวิธีการแรก ๆ ที่ใช้กำจัดขยะพลาสติก แต่เมื่อขยะพลาสติกมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ล้นพื้นที่ฝังกลบ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการฝังกลบก็เพิ่มขึ้นตามมา บางพื้นที่มีปัญหาทั้งกลิ่น การรั่วไหลของสารในพลาสติกลงในดิน และไฟไหม้กองขยะแบบควบคุมไม่ได้


3.การปล่อยลงแม่น้ำและทะเล: นอกจากจะทำให้สัตว์และพืชในทะเลได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว ขยะพลาสติกเหล่านี้จะถูกย่อยสลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงมาก ๆ ในระดับ 0.000001 หรือ 0.000000001 เมตร แต่ยังมีคุณสมบัติของพลาสติกเดิมอยู่ ซึ่งเราเริ่มรู้จักกันในชื่อว่า ‘ไมโครพลาสติก หรือ นาโนพลาสติก’ อันมีผลกระทบต่อมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร ทั้งนี้ มูลนิธิเอลลัน แมคอาเธอร์ (Ellen MacArthur Foundation) วิจัยว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกจำนวนประมาณ 5 ถึง 13 ล้านตัน (5,000 -13,000 ล้านกิโลกรัม) ไหลลงสู่ทะเลและถูกนกทะเล ปลา กุ้ง หอย และสัตว์ในทะเลกิน โดยในปี ค.ศ. 2050 หากมนุษย์ยังคงใช้พลาสติกกันตามปกติวิสัยในปัจจุบัน เขาเชื่อว่าขยะในทะเลจะมีน้ำหนักรวมกันมากกว่าน้ำหนักปลาทั้งหมดในมหาสมุทรของโลก นอกจากนี้ ยังมีรายงานของนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเก้นท์ (Ghent University) ประเทศเบลเยี่ยม ว่า คนที่รับประทานอาหารทะเลในปัจจุบันนี้ ได้บริโภคไมโครพลาสติกเข้าไปด้วยประมาณคนละ 11,000 ชิ้นต่อปี ผ่านทางปลาและหอยชนิดต่าง ๆ รวม ๆ กันแล้วมีขนาดเท่ากับแผ่นบัตรเครดิตหลาย ๆ แผ่นเลยทีเดียว และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง

แล้ววิธีการไหนหล่ะ​ ที่มนุษย์​มักจะใช้ในการกำจัดขยะพลาสติก แต่ไม่ว่าจะวิธีไหนผลเสียก็กลับมาหา​ “มนุษย์” ทั้งนั้น​ พรุ่งนี้เรามาอ่านบทสรุปกันค่ะว่าเรื่องราวของขยะพลาสติกจะเดินทางไปจบที่จุดใด

———-

บทความโดย ดร.กนกรส ผลากรกุล
1 view