นิทานโลกร้อน : วายร้ายในคราบคนดีที่ไม่ (ค่อย) มีใครรู้

Updated: Sep 10, 2020



ณ พื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่ง มีตัวตุ่นรูปร่างผอมกะหร่องกำลังนั่งสนทนากับตั๊กแตนปีกหักในสภาพอากาศที่ร้อนระอุแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว…

“มนุษย์ไม่เคยรู้กันเลยหรือไงว่า นวัตกรรมของพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้โลกของเราเสื่อมลงมาถึงจุดนี้…” ตัวตุ่นกำลังพร่ำบ่นกับตั๊กแตน “…เพราะพวกมนุษย์พยายามเสาะหาแต่ความสะดวกสบายให้กับตัวเอง ประดิษฐ์คิดค้นกันเข้าไปจนหารู้ไม่ว่ากำลังทำลายโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ร่วมกัน”

“ทำไมล่ะ? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่านวัตกรรมของมนุษย์ทำให้โลกเสื่อมลงได้ยังไง?” ตั๊กแตนปีกหักถามกลับด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตัวตุ่นจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “นวัตกรรมที่ฉันกำลังพูดถึงคือ ‘อินเทอร์เน็ตกับดิจิทัลดาต้า’ ยังไงล่ะที่เร่งทำให้โลกวิปริตกันอยู่ทุกวันนี้ จากร้อนเป็นหนาว จากหนาวเป็นร้อน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และทำให้เกิดภัยพิบัติมากมายจนทุกวันนี้”

“จะบ้าเหรอ! มันจะเป็นไปได้ยังไง อินเทอร์เน็ตกับดิจิทัลดาต้าจะไปเกี่ยวได้ยังไงกับโลกร้อน? ฉันไม่เห็นว่าจะมีความเกี่ยวข้องกันตรงไหนเลย”

“นี่ไงล่ะ! โลกถึงได้ก้าวมาสู่จุดนี้ เพราะความไม่รู้ของมนุษย์ และความพยายามปิดตาข้างหนึ่งเพื่อมองอินเทอร์เน็ตกับดิจิทัลดาต้า… ตั๊กแตนเอ๋ย เจ้ารู้ใช่ไหมว่า เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ยิ่งด้านหนึ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ อีกด้านหนึ่งก็มีขนาดใหญ่ตามมากขึ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันหรือไม่!

“ฉันเข้าใจดีว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่ทุกอย่างในโลกจะสมบูรณ์แบบไปหมด แต่อินเทอร์เน็ตกับดิจิทัลดาต้าจะมีข้อเสียอะไรกันนักหนานะ เท่าที่ฉันเห็นก็มีแต่ข้อดี เพราะเชื่อมโลกให้ถึงกันมากขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น มนุษย์มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้อยู่สบายกันทุกวัน ดู Internet of Things เป็นตัวอย่างสิ เชื่อมกันได้หมดทุกอุปกรณ์เลยนะ สมาร์ตมาก…  ฉันเองยังอิจฉามนุษย์เลย!”

“ตั๊กแตนเอ๋ย เจ้ากำลังทำตัวเป็นมนุษย์ที่หลับตาข้างหนึ่ง เพราะเจ้าเห็นว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาหา หน้าตาดีมีเสน่ห์ ยิ้มแย้มสดใส แต่งตัวดี ดูทันสมัย เจ้าก็ต้อนรับเขาเข้าบ้าน โดยหารู้ไม่ว่าคนผู้นั้นกำลังเอามือไขว้หลังถือมีดปลายแหลมเตรียมเข้ามาทำร้ายเจ้าถึงตายโดยไม่ทันได้คาดคิด” สีหน้าของตั๊กแตนดูจะไม่สู้ดีนักเมื่อได้ยินคำเปรียบเปรยเช่นนี้

“เจ้าตุ่นเอ๋ย เจ้ามโนไปเองหรือเปล่า เธอไม่รู้เหรอว่าพลาสติกกับก๊าซเรือนกระจกต่างหากที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน!” ตั๊กแตนถามกลับตัวตุ่นด้วยความเย้ยหยันในความรู้ของตัวตุ่น

“เจ้าลองนึกดูดี ๆ นะว่าอุณหภูมิของโลกเรามันสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเริ่มตั้งแต่ช่วงไหนกันแน่ ทั้ง ๆ ที่มีการใช้พลาสติกกันมานานโขแล้ว มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กันมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่เคยเห็นอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเร็วเท่ากับยุคที่เริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างบ้าระห่ำตั้งแต่ปลายยุค 90 เป็นต้นมา จนมีศัพท์ใหม่ที่ใช้กันว่า ‘Surfing the internet’!”

“โธ่เอ๋ย! เจ้าเอาอะไรมาพูด มันเป็นแค่ความบังเอิญเสียมากกว่า ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันเสียหน่อย เพราะมันมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันเกินพิกัดต่างหากล่ะ!”

ตัวตุ่นยังคงอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เฉียบคม “ตั๊กแตนจ๋า ฉันไม่ได้บอกว่าอินเทอร์เน็ตและดิจิทัลดาต้าเป็นตัวการเดียวที่ทำให้โลกร้อน เพราะพลาสติกและก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เป็นตัวการที่ทำให้โลกร้อนนั่นแหละถูกต้องแล้ว เพียงแต่ที่ฉันกำลังบอกเธออยู่คือ อินเทอร์เน็ตและดิจิทัลดาต้าเป็น ‘ตัวเร่งสำคัญ’ ที่ทำให้โลกร้อน!”

“งั้นบอกฉันหน่อยสิว่า มันเป็นเพราะอะไร?”

“ฉันจะอธิบายเธอแบบง่าย ๆ นะ เริ่มจากดิจิทัลดาต้าก่อนเลยที่เธอเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดิจิทัลดาต้าทำให้โลกร้อนส่วนหนึ่งเพราะปริมาณอันมหาศาลของมันต้องไปเก็บไว้ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เก็บข้อมูลต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าสูงมาก ๆ นั่นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นตามจากการผลิตพลังงานไฟฟ้า เธอลองคิดดูสิว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในโลกนี้กี่แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งใช้พลังงานไฟฟ้ามากเท่ากับเมืองย่อม ๆ หนึ่งเมือง…

และฉันก็ยังไม่พูดถึงเลยนะว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในตัวมันเองมีความร้อนแผ่ออกมาแค่ไหน จึงต้องเอาไปไว้ในสถานที่หนาว ๆ อย่างขั้วโลกเหนือ ซึ่งกลับซ้ำเติมให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นอีก ฉันล่ะกลัวน้ำท่วมโลกในอนาคตใกล้ ๆ นี้จริง ๆ” ตัวตุ่นพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว

ตั๊กแตนจึงถามกลับด้วยความสงสัยว่า “แล้วถ้าผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดแทนเพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านั้นล่ะ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาก่อก๊าซเรือนกระจกและไม่ทำให้โลกร้อนสิ!”

“ตั๊กแตนเอ๋ย ที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดทำได้น้อยมากเพราะต้นทุนสูง และถึงแม้ว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดจริงทั้งหมด ก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาโลกร้อนหยุดได้หรอก เพราะดิจิทัลดาต้าในตัวของมันเองมีคลื่นไมโครเวฟแผ่ออกมาเวลามีการรับส่งข้อมูลกัน และเมื่อกระทบกับชั้นบรรยากาศที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบมาก ทำให้เกิดการสั่นของโมเลกุลในอากาศ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับการอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟเลย

ตั๊กแตนตอบกลับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจว่า “นี่ฉันเพิ่งรู้เลยนะเนี่ย!”

“ฉันไม่แปลกใจหรอกที่เธอไม่รู้ เพราะต้องใช้เวลากว่า 60 ปี โลกถึงจะรู้และยอมรับว่าสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า ‘พลาสติก’ เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน!” สีหน้าของตัวตุ่นตอนนี้ดูผิดหวังและโกรธเคือง ไม่แตกต่างจากสีหน้าของสาวน้อยเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวรณรงค์การลดภาวะโลกร้อน ตอนกำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติ

“แล้วถ้ามนุษย์เก็บดิจิทัลดาต้าไว้แบบ offline ที่เครื่องแต่ละคนล่ะ ซึ่งไม่ต้องเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์เลย จะยังเป็นตัวเร่งให้โลกร้อนได้ไหม?”

“ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะ เพราะทุกวันนี้มีปริมาณข้อมูลมหาศาลระดับสึนามิของข้อมูล เก็บไว้ในเครื่องแต่ละคนไม่น่าจะเพียงพอกับระดับข้อมูลขนาดนี้ แต่สมมติก็ได้ว่ามนุษย์เก็บไว้แบบ offline จริง เธอเคยสังเกตมั้ยล่ะว่าเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่มนุษย์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ใช้ไม่นานก็มีความร้อน? ก็เพราะดิจิทัลดาต้าที่อยู่ในเครื่องมีลักษณะเหมือนเป็นเชื้อเพลิงในตัว ใช้ไม่นานแบตเตอรี่ก็ร้อน พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หน่วยประมวลผลหรือ CPU บังคับให้อุปกรณ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องเปลี่ยนสถานะไฟฟ้าจากสูงไปต่ำเป็นล้านครั้ง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนออกมา ดังนั้น ไม่ใช่ว่าไม่เอาไปเก็บที่ดาต้าเซ็นเตอร์ จะกลายเป็นการขจัดปัญหาได้สมบูรณ์ เพราะการใช้งานของมนุษย์บนโลกหลายพันล้านคนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันใช้ตลอด 24 ชั่วโมง สุดท้ายก็เหมือนกับการรวมกันเป็นดาต้าเซ็นเตอร์นั่นแหละ คิดดูสิว่าจะสร้างความร้อนกันมากขนาดไหน!”

“โอเค ฉันเข้าใจการเป็นตัวเร่งโลกร้อนของดิจิทัลดาต้าแล้ว… ว่าแต่อินเทอร์เน็ตล่ะทำให้โลกร้อนได้ยังไง?”

“คลื่นอินเทอร์เน็ตหรือ WIFI คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่ไมโครเวฟ ซึ่งอย่างที่ว่าไปแล้ว เป็นแบบเดียวกับไมโครเวฟที่ใช้อุ่นอาหาร การที่อาหารร้อนขึ้นมาได้ในเตาไมโครเวฟ ก็เพราะคลื่นไมโครเวฟทำให้โมเลกุลของน้ำเกิดการสั่นสะเทือน เสียดสีกันจนเกิดความร้อนภายในตัวมันเอง อาหารจึงร้อนขึ้นได้

เช่นเดียวกันกับคลื่นอินเทอร์เน็ต ลองคิดดูว่า เมื่อมนุษย์ใช้คลื่นความถี่ชนิดนี้ในการสื่อสารระหว่างกันกว่าพันล้านคนผ่านชั้นบรรยากาศตลอดเวลา มันทำปฏิกิริยาเร่งความร้อนให้กับน้ำในชั้นบรรยากาศขนาดไหน ซ้ำเติมกับที่ชั้นบรรยากาศโลกมีก๊าซเรือนกระจกปกคลุมอยู่แล้วเต็มไปหมด และกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ออกไปจากโลกได้ง่าย ๆ โลกนี้จึงไม่ต่างอะไรกับเตาอบไมโครเวฟเลย…

และนี่ฉันก็ไม่ได้พูดถึงแต่คลื่นอินเทอร์เน็ตเท่านั้นนะ คลื่นโทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะระบบ 3G 4G หรือที่กำลังจะใช้ 5G กันนี้ ก็เป็นคลื่นไมโครเวฟเช่นเดียวกัน!”

“โอ้โฮ! อย่างนี้โลกก็กลายเป็นเตาไมโครเวฟชั้นดีที่ยิ่งจะร้อนขึ้น ๆ พวกเราทั้งหมดไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ก็กลายเป็นอาหารที่ถูกอุ่นให้ร้อนตลอดเวลาเลยนี่นา น่ากลัวจริง ๆ!” ตั๊กแตนเริ่มเข้าใจและตระหนักถึงภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามาอย่างไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัว

ถ้างั้นพวกเราควรจะทำยังไงกันดีล่ะ?” ตั๊กแตนถามด้วยความกระวนกระวายใจ

“อย่าเพิ่งหมดหวัง มันยังไม่สาย…

แน่นอนว่าเราคงไม่มีทางที่จะห้ามมนุษย์ไม่ให้ใช้อินเทอร์เน็ต เพราะด้านดีเขาก็มีประโยชน์ต่อโลกเช่นที่เธอพูดมา แต่เราต้องช่วยกันบอกมนุษย์ให้ ‘ลดการใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่จำเป็น’ เช่น ลดการปรนเปรอตัวเองด้วยการลดหรือเลิกดูสตรีมมิงวิดีโอที่ไม่จำเป็น ลดหรือเลิกการฟังเพลงในระบบดิจิทัล รวมทั้ง ‘ลบดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์’ เช่น อีเมลขยะ รูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายเสียไว้ อย่าไปเสียดายมัน และ ‘มีวินัยในการหยุดใช้อินเทอร์เน็ต’ เช่น การงดใช้ WIFI และอินเทอร์เน็ตเป็นเวลา 4 ชั่วโมงในทุกวันอาทิตย์ระหว่าง 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เพราะต้องทำตั้งแต่วันนี้จริง ๆ จึงจะช่วยโลกได้”

ตัวตุ่นกล่าวสรุปต่อไปด้วยน้ำเสียงก้องกังวานว่า

“การหยุดใช้ถุงพลาสติก การใช้พลังงานสะอาด การลดมลภาวะโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นปอดของโลกย่อมเป็นสิ่งที่ดีและควรปฏิบัติ แต่จะไม่มีทางลดภาวะโลกร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญเลย หากมนุษย์ไม่แก้ไขที่ตัวเร่งสำคัญคือการใช้อินเทอร์เน็ตและดิจิทัลดาต้า…

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันกระชากหน้ากาก เปิดเผยธาตุแท้ของวายร้ายที่อยู่ภายใต้ภาพคนดีนี้กันก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปจริง ๆ!


บทความโดย สุพริศร์ สุวรรณิก

. . SAVE THE CLIMATE ร่วมหยุดภาวะโลกร้อน กับ KBO EARTH ——————————– -“ลด” การใช้อินเทอร์เน็ต -“ลบ” ดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์ -“ลด” การใช้พลาสติก และกระแสไฟฟ้า -“เพิ่ม” ชีวิตกรีนไลฟ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า – 4 HOURS OF NO WI-FI หยุดใช้อินเทอร์เน็ตทุกเช้าวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา 06.00 – 10.00 น. ———————————– #KBOEarth #มหันตภัยโลกร้อนกับความจริงที่ไม่มีใครพูดถึง

148 views