ถ้าอาหารพูดได้...

Updated: Sep 10, 2020



โดยทั่วไปแล้ว คนเรารับประทานอาหารกันวันละ 3 มื้อ หรือบางคนอาจรับประทานถึงวันละ 6 มื้อ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหรือต้องการสร้างรูปร่างให้เป็นไปในแบบที่ต้องการ ถ้าตัดอากาศที่เราหายใจออกไปแล้ว สิ่งที่ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องการเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ อาหารและน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้อยู่รอด การมีอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอจึงเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี


ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในสังคมที่พัฒนาแล้วและเข้าใจในหลักการนี้ มักจะมีนโยบายภาคการเกษตรที่เข้มแข็ง เกษตรกรมีฐานะมั่นคง ชาวนาในประเทศเหล่านี้มีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี ไม่ว่าสถานการณ์พืชผลในตลาดภายในประเทศและตลาดโลกจะเป็นอย่างไร... นั่นเป็นเพราะรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ปกป้องและอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตรของประเทศตนเองสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างทั่วถึง อันเป็นสิ่งสะท้อนว่าประเทศของตนมีความมั่นคงทางด้านอาหาร และนั่นยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ในเวทีการเจรจาแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ผ่าน ๆ มา ภาคเกษตรเป็นภาคส่วนที่ประเทศต่าง ๆ ไม่ถูกกดดันหรือเร่งเร้าให้ปรับเปลี่ยนเท่ากับภาคพลังงานและอุตสาหกรรม แม้ว่ากิจกรรมด้านการเกษตรนั้นจะผลิตก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาทั้งหมดบนโลกก็ตาม โดยก๊าซมีเทนคือก๊าซหลักที่ผลิตออกมา และมีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนหลายเท่า


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปแล้ว! หลังจากที่การเจรจาต่อรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมแทบไม่มีความคืบหน้า ผลทางรูปธรรมไม่เพียงพอต่อการลดอุณหภูมิโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจึงเร่งผลักดันประเด็นปฏิรูประบบเกษตรกรรมต่อรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงรัฐบาลในสหรัฐอเมริกาและยุโรปด้วย หลังจากที่ได้เพิกเฉยมานาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้มีต้นทุนที่สูงกว่าการทำเกษตรแบบเดิม ๆ แต่ ณ วันนี้ ความพินาศทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์กำลังหันกลับมาทำร้ายมนุษยชาติในรูปแบบของฤดูกาลที่แปรปรวน พายุ น้ำท่วม และดินถล่มขนาดใหญ่ ทุกอย่างล้วนส่งผลกระทบต่อปริมาณพืชผลที่เราบริโภคกันทุกเมื่อเชื่อวันทั้งสิ้น ยิ่งรูปแบบการเกษตรและระบบการผลิตและบริโภคอาหารของมนุษย์เบียดเบียนโลกมากขึ้นเท่าใด ภัยธรรมชาติยิ่งร้ายแรงและเป็นวงจรอุบาทว์มากขึ้นเท่านั้น


ถ้าหากท่านผู้อ่านยังพอจำรายงานเมื่อปี ค.ศ. 2018 ของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) แห่งองค์การสหประชาชาติได้ รายงานกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า หากเราสามารถเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ อันเริ่มตั้งแต่วิธีการได้มาซึ่งพื้นที่เพาะปลูก วิธีการคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ วิธีการแปรรูป การบริโภค และการกระจายผลิตภัณฑ์อาหาร ไปจนถึงกระบวนการจัดการอาหารเหลือทิ้งและผลิตภัณฑ์บรรจุหีบห่อ เราจะช่วยควบคุมอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้


เหล่านักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ถ้าแต่ละประเทศเริ่มนำระบบการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ เทคนิคการเพาะปลูกพืชแบบประหยัดน้ำ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเน้นการปลูกพืชแบบอินทรีย์เข้ามาใช้อย่างจริงจังภายใน 1-2 ปีนี้ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมแล้วได้สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากระดับเดิม เมื่อโลกเข้าสู่ปี ค.ศ. 2050 นอกจากนี้ ผลการศึกษาขององค์การสหประชาชาติ พบว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2001-2011 ประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดบนโลกมีที่มาจากปุ๋ยเคมี โดยปล่อยในรูปของก๊าซมีเทน และยังมีอุตสาหกรรมฟาร์มปศุสัตว์และนาข้าว ซึ่งเป็นที่มาหลัก ๆ ในการปล่อยก๊าซดังกล่าว หลายหน่วยงานและองค์กรในยุโรปถึงขนาดมีการรณรงค์ให้พนักงานรับประทานอาหารมังสวิรัติ 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซชนิดนี้ผ่านการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลงด้วย


ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะว่า... เบื้องหลังข้าว 1 จาน และแฮมเบอร์เกอร์เนื้อหอมกรุ่นจะเต็มไปด้วยเรื่องราว หยาดเหงื่อ และความเสียหายทางระบบนิเวศขนาดนี้ แล้วในฐานะผู้บริโภค พวกเราจะทำอะไรได้บ้าง?


เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทที่ปรึกษา แมกคินซีย์แอนด์คอมพานี (McKinsey & Company) ได้ตีพิมพ์รายงานเรื่อง “เกษตรกรรมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ” (Agriculture and Climate Change) ซึ่งสรุปแนวทาง 15 ข้อที่ศึกษาแล้วว่า สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยแนวทางเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ การใช้ที่ดิน เทคนิคการบริหารจัดการปศุสัตว์ การจัดการป่าไม้ การทำการเกษตร ไปจนถึงการใช้พลังงานและการบริโภค โดยเฉพาะการบริโภคโปรตีนที่มาจากสัตว์ ในบรรดาวิธีการทั้งหมดนี้ ตัวสุดท้ายคือเรื่องที่ใกล้ตัวเราที่สุด ในฐานะผู้บริโภคหรือผู้สร้างอุปสงค์ในตลาด


หลายคนคงแย้งว่า ต่อให้เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตและจัดการอาหารทั้งหมด จำนวนประชากรทั่วโลกที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจะส่งผลให้มีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอย่างแน่นอน เพราะอาหารคือสิ่งจำเป็น และลงเอยด้วยการเบียดเบียนสัตว์ร่วมโลกและทรัพยากรธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... ในประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หากทุกฝ่ายลงมือทำเกษตรแผนใหม่อย่างจริงจัง ผลผลิตพืชต่อไร่ในระยะยาวจากระบบเกษตรอินทรีย์จะมีมากกว่าระบบเคมีอย่างมาก เพราะแร่ธาตุในดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ จากการงดใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกไม่ใช่คำตอบหนึ่งเดียว อันที่จริง ทั้งหมดที่ร่ายมาอย่างยาวนานนั้น คือส่วนหนึ่งของการทำเกษตรยั่งยืน (sustainable agriculture) หรือเกษตรกรรมทางเลือกนั่นเอง


เหตุที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เนิบช้านัก ย่อมหนีไม่พ้นนโยบายของภาครัฐ... ประเทศใดที่รัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจโดยเน้นการผลิตพืชผลปริมาณมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก มักขาดมาตรการปกป้องผลประโยชน์ของเหล่าเกษตรกรที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม และเมื่อกระดูกสันหลังของชาติอ่อนเปลี้ยเสียแล้ว ก็ยากที่ประเทศนั้นจะเติบโตอย่างแข็งแรงและสง่าผ่าเผย


การเคลื่อนไหวจากฝั่งผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นได้ว่า ตลาดสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืนหรือตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย แม้จะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดเกษตรทั่วไป แต่มีการเติบโตที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่การเริ่มต้นของกระแสอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าอินทรีย์ (organic) เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ดังนั้น การอุดหนุนและยืนหยัดที่จะมีทางเลือกในการบริโภคของเรา ๆ ท่าน ๆ คือแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของวิถีสีเขียวนี้ โดยในปัจจุบันตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกมีมูลค่าสูงถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.55 ล้านล้านบาท ขยายตัวปีละประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ตลาดสำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส และจีน ส่วนตลาดในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการบริโภคในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท


จากนี้ไป ทุกครั้งก่อนที่เราจะปล่อยใจไปกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า... อย่าแค่เพียงรับรู้รสอันเอร็ดอร่อย แต่ลองพยายามค้นหาเรื่องราวเบื้องหลังและตั้งคำถามว่า ที่มาของเมนูแต่ละจานนั้นอยู่ในขอบเขตที่ไม่ทำร้ายสัตว์ร่วมโลกและธรรมชาติมากเกินไปหรือไม่? เพราะความอร่อยลิ้นเพียงไม่กี่นาทีนั้น อาจหมายถึงความเสียหายที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการแก้ไขเลยก็ได้


จริงอยู่ว่าสินค้าอินทรีย์นั้นแพงหูฉี่ นั่นเพราะผู้ผลิตต่างเป็นเพียงเกษตรกรรายย่อย ไม่สามารถผลิตพืชผลและสินค้าออกมาในปริมาณที่มากได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าต่อชิ้นสูงกว่าการผลิตในระบบโรงงาน แต่จงมั่นใจเถิดว่า สิ่งที่พวกเราจ่ายไปนั้น ไม่ใช่เพียงค่าผักสำหรับทำอาหารมื้อเย็น แท้จริงมันคือเงินประกันอนาคตสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงชีวิตไปกับยาฆ่าแมลง กู้หนี้ยืมสินมาซื้อปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ และท้ายที่สุดแล้ว เรากำลังช่วยถนอมรักษาทรัพยากรและลดภาระของโลกจากการปนเปื้อนสารเคมีและก๊าซเรือนกระจก


แค่เปลี่ยนวิถีการกิน โลกก็เปลี่ยนได้...


บทความโดย เอื้อมดาว น้อยกร

112 views

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved