ขยะที่ก้นทะเล

Updated: Sep 10, 2020



น่าชื่นใจไม่น้อยที่ปัจจุบันประชาชนทุกระดับตื่นตัวและเห็นความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติก ภาครัฐเองก็ได้มีมาตรการขอความร่วมมือจากบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ให้งดแจกถุงพลาสติก ซึ่งจะออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ในปี 2564 และทำให้มีประมาณการว่า ปีนี้ประเทศไทยจะใช้ถุงพลาสติกลดลงไปถึง 2,000 ตัน (อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้นับรวมผลของขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19)


แม้ทุกคนจะประจักษ์แก่สายตาตนเองว่า ขยะที่ลอยอยู่บนผิวน้ำและกลายเป็นมลภาวะพลาสติกนั้น เมื่อเก็บขยะพลาสติกชิ้นใหญ่ ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ลำน้ำและชายหาดดูเผิน ๆ แล้วก็จะสะอาดเรียบร้อยขึ้นมาทันตาเห็น อย่างไรก็ตาม หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว พลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำคิดเป็นเพียงแค่ 1% ของขยะในทะเลทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งอีก 99% มีทั้งชิ้นใหญ่ที่จมอยู่ใต้ทะเล และชิ้นที่ย่อยสลายจนกลายเป็นเส้นใยและชิ้นจิ๋ว ๆ ซึ่งเรียกกันว่า “ไมโครพลาสติก” (ขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร) อยู่อีกมากมาย


ล่าสุด ทีมคณะนักวิจัยนานาชาติจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้เก็บตัวอย่างพื้นผิวใต้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านทิศตะวันตกของอิตาลี พบว่ามีไมโครพลาสติกสะสมอย่างหนาแน่นที่พื้นทะเลถึง 1.9 ล้านชิ้นต่อหนึ่งตารางเมตร โดยมีกระแสคลื่นใต้น้ำทำหน้าที่คล้ายสายพาน นำพาไมโครพลาสติกเหล่านี้มาสะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของสัตว์ที่กรองอาหารกิน ได้แก่ เพรียงหัวหอม (Sea squirts) ฟองน้ำทะเล และปะการัง ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศอย่างใหญ่หลวง ซึ่งระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ชะล้างตามสายน้ำมาจากแผ่นดิน อีกทั้งเกลียวคลื่นซึ่งพัดตีน้ำก็ทำให้อุดมไปด้วยออกซิเจน จึงเป็นระบบนิเวศซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง


ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เศษไมโครพลาสติกเป็นแหล่งสะสมของมลภาวะและสารพิษต่าง ๆ ด้วย เมื่อสัตว์กินเข้าไปก็จะค่อย ๆ สะสมเป็นลำดับทวีคูณไปตามห่วงโซ่อาหารจนถึงปลาใหญ่ที่เป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อชาวประมงจับสัตว์น้ำจากทะเลมาขาย สุดท้ายมนุษย์ผู้บริโภคอาหารทะเลเหล่านั้นก็จะได้รับเศษไมโครพลาสติกและสารปนเปื้อนเหล่านั้นไปด้วยโดยปริยาย


แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดถึงผลของไมโครพลาสติกต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ในปูเสฉวน มีงานวิจัยพบว่า ปูที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีไมโครพลาสติกจำนวนมาก จะมีประสิทธิภาพด้อยลงในการคิดตัดสินใจหาเปลือกหอยที่เหมาะสมเป็นบ้านเพื่ออยู่อาศัย แสดงให้เห็นว่า ไมโครพลาสติกนั้นส่งผลต่อสุขภาพ สติปัญญาและสมองส่วนการคิดตัดสินใจ นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่า ชิ้นพลาสติกส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการย่อยสลายพลาสติกชิ้นใหญ่ แต่มาจากเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วเศษเสื้อผ้าใยสังเคราะห์มากมายจะลอยสู่ทะเลได้อย่างไร?


ความจริงแล้วทุกครั้งที่เราซักผ้า ไม่ว่าจะใช้แปรงซักผ้าด้วยมือ หรือเครื่องปั่นซักผ้า เมื่อเสื้อผ้าถูกเสียดสี เนื้อผ้าก็จะค่อย ๆ ยุ่ยทีละน้อยจนเป็นขุย ผลจากงานวิจัยพบว่า การซักผ้า 1 ครั้งมีเศษไมโครพลาสติกละลายออกมากับน้ำทิ้งถึงประมาณ 70,000 ชิ้น ซึ่งขุยใยผ้าบางส่วนนั้นเราจะเห็นสะสมในฟิลเตอร์กรองของเครื่องซักผ้าและเครื่องปั่นผ้า แต่เศษอณูของผ้าอีกจำนวนมากก็จะไหลระบายออกตามท่อน้ำทิ้ง เศษเส้นใยของเนื้อผ้าเหล่านี้ระบบบำบัดน้ำเสียไม่สามารถกรองออกได้หมด สุดท้ายจึงไหลลงสู่ทะเล...


หากใยผ้านั้นผลิตจากวัสดุธรรมชาติล้วน ๆ ก็จะสามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติ แต่หากเป็นใยสังเคราะห์ ก็จะคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่อไปอีกหลายร้อยปี


เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (8 มิ.ย.) เป็นวันทะเลโลก จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราทุกคนจะร่วมกันตระหนักและเล็งเห็นปัญหาของขยะพลาสติก ซึ่งนอกจากจะทำลายสัตว์ทะเลแล้ว ยังมีผลร้ายต่อพวกเราเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด ดังนั้น พวกเราจึงต้องลงมือและร่วมมือกันด้วยวิธีการง่าย ๆ 3 ข้อคือ


1) ลดการใช้และทิ้งขยะพลาสติก


2) พยายามนำพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำให้คุ้มค่า


3) ลดการใช้เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุใยสังเคราะห์ แต่หันมาใช้เสื้อผ้าที่ผลิตจากใยธรรมชาติล้วนแทน


เพียงเท่านี้ พวกเราแต่ละคนก็สามารถช่วยกันแก้ปัญหาขยะพลาสติกไปได้เปราะหนึ่งแล้วครับ เมื่อช่วยกันหลายมือก็สร้างผลดีให้แก่โลกได้นะครับ ลงมือกันเลยครับ !

บทความโดย นสพ.กานต์ เลขะกุล


"นสพ. กานต์ เลขะกุล


อดีตสัตวแพทย์สวนสัตว์ดุสิต มีความสนใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านนิเวศวิทยาและพฤติกรรมสัตว์ป่า จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อปริญญาโทด้านระบาดวิทยาในสัตว์ป่า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเดวิส ปัจจุบันดำเนินกิจการโรงพยาบาลสัตว์"

173 views