การเมืองกับโลกร้อน : เมื่ออำนาจไม่ได้คู่กับความรู้



ถ้าใครที่ติดตามปัญหาโลกร้อนมาตั้งแต่ต้น คงจะทราบว่า ความเร่งด่วนและร้ายแรงของปัญหานี้มีมากเพียงใด เรื่องโลกร้อนได้กลายมาเป็นประเด็นอันดับต้น ๆ ในการประชุมนานาชาติครั้งใหญ่ รวมถึงการประชุมสุดยอดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมจี 7 การประชุมอาเซียน การประชุมอาฟต้า การประชุมประจำปีขององค์การสหประชาชาติ และของสหภาพยุโรป รวมไปถึงการประชุมประจำปีของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งแต่ก่อนนี้ส่วนใหญ่จะเน้นแต่ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มาบัดนี้ ทุกฝ่ายต่างยอมรับแล้วว่า คงไม่มีใครอยู่ดีกินดี อยู่เป็นสุขได้แน่ ถ้าบ้านกำลังอยู่ในกองเพลิง…

อีกไม่กี่เดือน ก็จะถึงวันงานประชุม UN Climate Change Conference (UNFCCC COP 25) แล้ว การประชุมนี้เป็นการประชุมโลกร้อนที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ทั้งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการของหน่วยงานและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหลายพันคนจะมารวมตัวเพื่อถกปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มุ่งที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหลัก) และควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกินกว่าระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ

อันที่จริง แม้จะมีการประชุมหลายครั้งหลายหนกันมาตลอด สัญญาณความล้มเหลวกลับมีให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้มีรายงานจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียชื่อว่า “ความสำคัญอันยิ่งยวดของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า 350 พีพีเอ็ม” (The Critical Importance of Less Than 350 PPM CO2) ซึ่งกล่าวถึงปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ไม่ควรเกินกว่านี้ ซึ่งแปลงเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้คร่าว ๆ คือไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาสมดุลโลกโดยเฉพาะสมดุลทางทะเล ซึ่งเป็นตัวดูดซับความร้อนที่เยอะที่สุดในขณะนี้

ในรายงานนั้นได้คาดการณ์อีกด้วยว่า ถ้าทุกคนยังคงใช้ชีวิตโดยขาดจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะขึ้นไปถึง 450 พีพีเอ็ม ในช่วงปี ค.ศ. 2030-2040 อย่างแน่นอน แต่เมื่อปีที่แล้ว รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ได้ออกมายืนยันแล้วว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตอนนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเกิน 1.5 องศาเซลเซียสก่อนปี ค.ศ. 2030 อย่างแน่นอน

มันเป็นไปได้อย่างไร? แล้วมาตรการสิ่งแวดล้อม นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือ? ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายร้อยฉบับต่างก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่ว่า โลกกำลังมุ่งไปในทิศทางใด แม้แต่การประชุมทุกครั้งก็มีการตั้งเป้าหมายที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผู้นำประเทศและนโยบายรัฐบาล ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและความตระหนักรู้ของผู้นำประเทศและผู้วางนโยบาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นฝีมือมนุษย์ และมองว่าตัวการโลกร้อนนั้นเป็นแค่สารก่อมลภาวะชนิดหนึ่ง นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ซึ่งในวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมาก็ครบรอบ 2 ปีพอดีที่ทรัมป์ประกาศถอนตัว (ข้อตกลงปารีสคือข้อตกลงที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ร่วมลงนามที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปี 2558 มีเป้าหมายให้ชาติต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันนี้มี 197 ประเทศที่ร่วมลงนาม และ 184 ประเทศได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงแล้ว) นับว่ายังโชคดีที่การประกาศถอนตัวจะไม่มีผลทันที เพราะมีข้อตกลงที่ระบุไว้ว่า ประเทศภาคีต้องรอก่อน 3 ปี จึงจะแจ้งความจำนงได้ และการยกเลิกจะมีผลบังคับใช้จริงอีก 1 ปีหลังจากนั้น รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้ว ทรัมป์อาจพ้นวาระ (และหากเขาแพ้การเลือกตั้งสมัยที่ 2 โลกก็น่าจะพ้นภัยผู้นำคนนี้ได้อย่างฉิวเฉียด)

นั่นคือตัวอย่างของความพินาศทางนโยบาย แต่ถ้าจะให้เห็นเป็นรูปธรรม กรณีไฟป่าแอมะซอนคือตัวอย่างของความหายนะที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุด ผืนป่าแอมะซอนจัดว่าเป็น “ปอดของโลก” และเป็นป่าดิบชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดของโลก เป็นแหล่งที่มาของยารักษาโรคสำคัญ ๆ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยาปฏิชีวนะ และยาต้านมะเร็ง รวมทั้งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศวิทยาหลักของโลกที่ทำหน้าที่ควบคุมวงจรน้ำ ฝน และคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้มันมีบทบาทหลักในการควบคุมระบบภูมิอากาศโลก แต่เมื่อเกิดเหตุไฟป่าอันเกิดจากการทำไร่เลื่อนลอย รัฐบาลบราซิลกลับเพิกเฉย ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยด้านอวกาศแห่งชาติของบราซิลพบว่า มีเหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นถึง 80,000 จุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลานี้ในปีที่แล้ว และยังคาดการณ์ว่าไฟป่าจะลามเป็นวงกว้างออกไปอีกเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งเต็มตัว

เหตุผลของการเอาหูไปนา เอาตาไปไร่นั้นคือ จำนวนเม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมฟาร์มวัวเนื้อ และไร่ถั่วเหลืองที่จะได้จากการส่งออก ยังไม่รวมกับที่ใต้ผืนดินป่าแห่งนี้คือแหล่งน้ำมันที่รอการขุด ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะรัฐบาลบราซิลชุดปัจจุบันมีนโยบายเน้นความเจริญทางเศรษฐกิจโดยไม่คิดถึงความยั่งยืน ทำให้มาตรการกวดขันและลงโทษผู้บุกรุกป่าได้ผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด รัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายครั้งให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนสัมปทานป่าไม้ การกล่าวหาว่าชนเผ่าในแอมะซอนขัดขวางความเจริญของประเทศ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบภาพถ่ายดาวเทียมก็ถูกไล่ออก เพราะประธานาธิบดีไม่ถูกใจที่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นการถูกทำลายของป่าอย่างมโหฬาร อันเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาล

ผลการประชุม UNFCCC ปลายปีนี้จะเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้ได้ แม้ว่าทุกฝ่ายจะตระหนักถึงภยันตรายที่คืบคลานมาอย่างช้า ๆ และเข้าใจดีถึงอนาคตของโลกใบนี้ แต่จะมีสักกี่ฝ่ายที่เต็มใจสละหรือลดผลประโยชน์ของประเทศตน เพื่อให้คนหลายพันล้านอีกฟากของโลกได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ด้วย และถึงแม้ผู้นำประเทศนั้นจะยอมสละ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็เป็นไปได้ยาก เพราะต้องคอยพะวงต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งบางครั้งคือฐานเสียงของตน และต่อบริษัทล็อบบี้ที่มักเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของพรรค

สุดท้ายแล้วธรรมชาติของมนุษย์มักจะชนะเสมอ เพราะคนส่วนใหญ่มักตัดสินใจบนพื้นฐานของสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด แต่ผลกระทบของโลกร้อนนั้นค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่แปลกอะไรที่เราสามารถนั่งทนการถูกย่างอย่างช้า ๆ ในบ้านที่กำลังลุกเป็นเพลิงได้ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย…


บทความโดย เอื้อมดาว น้อยกร

SAVE THE CLIMATE

ร่วมหยุดภาวะโลกร้อน กับ KBO EARTH

——————————–

“ลด” การใช้อินเทอร์เน็ต

“ลบ” ดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์

“ลด” การใช้พลาสติก และกระแสไฟฟ้า

“เพิ่ม” ชีวิตกรีนไลฟ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า

4 HOURS OF NO WI-FI หยุดใช้อินเทอร์เน็ต

ทุกเช้าวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา 06.00 – 10.00 น.

———————————–

1 view

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved