การออกแบบอาคารกับภาวะโลกร้อน


แม้ในปีนี้ประเทศไทยจะได้สัมผัสความหนาวจริงในฤดูหนาวกันอย่างสมใจ แต่ด้วยสภาพอากาศอันแปรปรวนซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน เราคงจะเอาแน่เอานอนไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เราจึงควรจะเตรียมพร้อมรับลมร้อนกันอีกคราในอนาคตอันใกล้… . หลายท่านคงสงสัยตั้งแต่ชื่อบทความนี้ว่า แล้ว “ภาวะโลกร้อนกับการออกแบบอาคารมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ” ผู้เขียนในฐานะสถาปนิกจึงขออนุญาตอธิบายว่า มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก! ดังที่ทุกท่านได้ทราบกันอยู่แล้วว่า ภาวะโลกร้อนมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ และก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงเพื่อใช้เป็นพลังงาน ซึ่งพลังงานเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับอาคารสูงถึงกว่าร้อยละ 40 ของพลังงานที่ผลิตออกมาทั้งหมด นั่นเท่ากับว่าในทางอ้อม การใช้ไฟฟ้าของอาคารกลายเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน! . ทั้งนี้ ภายใต้พลังงานที่ถูกนำมาใช้กับอาคารดังกล่าว มากกว่าร้อยละ 50 ใช้สำหรับระบบปรับอากาศ และประมาณร้อยละ 20 ใช้สำหรับระบบการให้แสงสว่าง ดังนั้น การออกแบบอาคารที่ดีจึงจำเป็นต้องพิจารณาลดการใช้ระบบปรับอากาศและการให้แสงสว่างโดยไม่จำเป็นให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง . ในปัจจุบัน แวดวงการออกแบบให้ความสนใจและพัฒนาการศึกษาความรู้ในเชิงการออกแบบเพื่อการประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ที่ทั่วโลกต่างใช้เป็นกรอบในการศึกษา ให้ความสนใจ และก่อให้เกิดการออกแบบอาคารพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy Building) คือ อาคารที่สามารถผลิตพลังงานเพื่อใช้ได้เองอย่างพอเพียง ซึ่งสามารถทำได้สำเร็จทั้งในระดับอาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง หมู่บ้าน และบ้านพักอาศัย กระทั่งเกิดเป็นมาตรฐานสากลต่าง ๆ ของอาคารที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ LEED (Leadership in Energy & Environmental Design) ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินอาคารเขียว (Green Building) ของสภาอาคารเขียวสหรัฐฯ (U.S. Green Building Council: USGBC) ในฐานะผู้กำหนดเกณฑ์ในการประเมินอาคารต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ หรือในประเทศไทยคือ TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) ซึ่งเป็นการประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทยโดยสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) . อย่างไรก็ดี สำหรับท่านทั้งหลายที่มีที่พักอาศัยหรืออาคารที่อยู่ในความดูแล ซึ่งไม่สามารถแก้ไขการออกแบบที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมได้มากมายดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังมีวิธีในการช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ ซึ่งเป็นวิธีที่นอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็น 10 วิธีการง่าย ๆ ในการช่วยโลกและช่วยเรา ซึ่งทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้เลย ดังนี้ครับ . 1. การจัดวางเฟอร์นิเจอร์: ไม่ควรวางเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะที่มีความสูงและขนาดใหญ่ เช่น ตู้เสื้อผ้า ชั้นหนังสือขวางทางลม เพื่อช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดอุณหภูมิ และภาระแก่เครื่องปรับอากาศเมื่อต้องการเปิดใช้งาน 2. การเลือกใช้ผ้าม่าน: ผ้าม่านช่วยในการลดแสง ซึ่งแสงนั้นนำความร้อนเข้าสู่บ้านด้วยเช่นกัน เมื่อเราไม่อยู่บ้าน สามารถใช้ม่านทึบแสงและเป็นชนิดป้องกันรังสียูวี ซึ่งจะช่วยลดความร้อนเข้าสู่บ้าน และลดภาระแก่เครื่องปรับอากาศอีกด้วย 3. การใช้สีโทนอ่อนภายในบ้าน: การทาสีโทนอ่อน นอกจากจะช่วยให้บ้านดูโปร่งสบายตาแล้ว สีโทนอ่อนจะช่วยสะท้อนแสงที่เข้าสู่ในอาคารได้มากขึ้น ช่วยลดการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟได้นั่นเอง 4. การจัดวางคอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ: ควรวางให้อยู่ในทิศทางที่โดนแดดน้อยที่สุด และไม่ควรให้มีสิ่งใดมาขวางพัดลมระบายความร้อน ซึ่งจะเป็นการลดประสิทธิภาพของคอมเพรสเซอร์และเครื่องปรับอากาศ 5. เพิ่มสีเขียวให้แก่บ้านด้วยการปลูกต้นไม้: โดยเฉพาะทิศที่มีแสงแดดมากและมีอุณหภูมิสูงสะสมในเวลาเย็น เช่น ทิศตะวันตกและทิศใต้ ต้นไม้จะช่วยลดอุณหภูมิให้แก่บ้าน อีกทั้งยังให้อากาศบริสุทธิ์และสภาพแวดล้อมที่ดีอีกด้วย 6. ฉนวนกันความร้อน: การติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มที่หลังคา มีส่วนช่วยลดภาระในการทำความเย็นให้แก่เครื่องปรับอากาศได้มาก เนื่องจากหลังคาเป็นส่วนที่นำความร้อนเข้าสู่บ้านในปริมาณมาก 7. ติดตั้งกันสาด: หากไม่มีบริเวณให้ปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อช่วยบังแดด หรือในบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งในชั้นสูง ๆ ต้นไม้อาจไม่สามารถช่วยบังแดดได้ มีวิธีแก้ง่าย ๆ คือ ติดตั้งกันสาดช่วยลดแสงแดดที่จะมาพร้อมความร้อนโดยตรงที่จะผ่านทางหน้าต่างเข้าสู่ตัวบ้าน 8. ติดฟิล์มกรองแสง: การติดฟิล์มกรองแสงที่หน้าต่างเหมือนกับการติดฟิล์มรถยนต์ เป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้เป็นอย่างดี และไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากเกินไป โดยฟิล์มก็มีหลากหลายรูปแบบและสีสันให้เลือก เพื่อเพิ่มสีสันและมุมมองให้แก่บ้าน และยังทำให้บ้านน่าสนใจมากขึ้นได้อีกด้วยเช่นกัน 9. เปลี่ยนหลอดไฟ: หลอดชนิด LED สามารถให้แสงสว่างได้ในปริมาณสูง ขณะที่ใช้พลังงานในระดับต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายแบบ เป็นอีกทางที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับการให้แสงสว่างได้เป็นอย่างดี 10. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส และเปิดพัดลมช่วย: เป็นเทคนิคที่ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าได้ดีมาก นอกจากนั้น ยังสามารถตั้งปิดเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติก่อนเวลาที่จะเลิกใช้งาน 1-2 ชั่วโมง จะยังได้ทั้งความสบายและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มาก

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนให้บ้านของทุกท่านเย็นสบายขึ้น ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า และยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย รวมทั้งยังเป็นการช่วยสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งในระดับครัวเรือน นำไปสู่สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นแก่สังคม ประเทศ และโลกในท้ายที่สุดด้วย เรามาช่วยกันคนละนิดเพื่อโลกของเรากันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ!



บทความโดย ธนัชพงศ์ เมธีปิยะวัฒน์

ประวัติผู้เขียน คุณธนัชพงษ์ เมธีปิยะวัฒน์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และประกอบธุรกิจส่วนตัว ทั้งนี้ คุณธนัชพงษ์จบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมเขตร้อน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
1 view

KBO EARTH © 2019 | All Rights Reserved